จากเด็กอักษรฯ สู่ Product Manager เส้นทางของปลื้ม กับบทบาท ที่มากกว่าแค่ “ประสานงาน” | Skooldio

“Product Manager จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดได้ ไม่จำเป็นต้องออกแบบเป็น แต่เราคือคนตรงกลาง ที่ต้องพูดคุยและเข้าใจภาษาเขาได้ ทำให้งานเกิดขึ้นได้”

หนึ่งในประโยคเด็ดที่คุณปลื้มใช้บรรยายบทบาทของตนเองในวันที่เธอเข้าใจโลกของ Product Management อย่างลึกซึ้ง

ในบทความนี้ Skooldio อยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ คุณปลื้ม ณัฐธยาน์ กาญจนภวนา – Product Manager Ex-Arincare Co.,Ltd  กับการเดินทางจากเด็กอักษรฯ สู่ Product Manager แถวหน้า ว่าจุดเริ่มต้นในสายงานนี้คืออะไร? อะไรคือความท้าทายในการทำงาน? แล้วคุณปลื้มมีเทคนิคในการสมัครงานยังไงให้เป็นผู้สมัครที่โดดเด่นบ้าง

เป็น AI Product Manager ใน 3 เดือน | Skooldio

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสาย

คุณปลื้มเล่าว่า เธอจบจากคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาสเปน ซึ่งไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับสายงาน Product โดยตรงเลย แต่เส้นทางก็เริ่มเปลี่ยน เมื่อเธอได้มีโอกาสฝึกงานในตำแหน่ง Marketing ที่ Skooldio ขณะเรียนปี 3 ขึ้นปี 4 นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสโลกของ Product Management ผ่านบทสนทนากับพี่พลอย Course Manager และ Product Manager คนแรกที่เธอได้รู้จัก

“ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่า Product Success คืออะไร เราแค่เข้าใจว่าต้องทำให้ Feature มันออกให้ทัน แต่จริง ๆ แล้วมันต้องวัด Outcome และ Business Impact ด้วย”

คุณปลื้มเล่าว่า สิ่งที่เธอค้นพบคือ งาน PM คือการดูแลงาน End-to-End ตั้งแต่เก็บ Requirements, คุยกับ User ไปจนถึงการทำงานร่วมกับ Developer และ Designer  งานที่ใช้ Soft Skill มากพอ ๆ กับการคิดวิเคราะห์

“เราต้องเป็นตัวแทนของ User สิ่งที่ User ไม่ได้พูด เราต้องเข้าใจ Pain ของเขาให้ได้”

จากเด็กจบใหม่ สู่ Product Manager คนแรกของบริษัท

จากเด็กอักษรฯ 
สู่ Product Manager

เส้นทางของปลื้ม กับบทบาท
ที่มากกว่าแค่ “ประสานงาน” | Skooldio

หลังเรียนจบ คุณปลื้มเริ่มต้นฝึกงานเป็น Product Manager Intern ที่ Primo World ได้ราวหนึ่งเดือนก่อนจะได้รับโอกาสครั้งใหญ่จาก CEO ของ Arincare ที่ติดต่อเข้ามาทาง LinkedIn เพื่อชวนเธอมาเป็น Product Manager คนแรกของบริษัท

“ตอนนั้นเรียนจบใหม่กิ๊งเลย ไม่มีความรู้เทคนิค ไม่เคยเรียน Product มาก่อน ทุกอย่างคือเรียนจากของจริง Hands-on ล้วน ๆ”

คุณปลื้มเล่าว่าช่วงแรกของการทำงาน เธอได้เข้าไปดูทีม Development พอทำได้ประมาณ 3 เดือน พี่ ๆ ก็ให้ลองไปนั่งประจำที่หน้าร้านยา เพราะบริษัทมี Product ที่ให้ร้านยาใช้ คุณปลื้มเลยได้มีโอกาสเข้าเข้าไป Emphasize สัมผัสประสบการณ์จริงของผู้ใช้งานโดยตรง

“เราไปนั่งเหมือนเป็นเภสัชเลยค่ะ อยู่กับ User จริง ๆ เห็นทุก Pain Point ของเขา”

ตลอดสามเดือนที่ได้ลงพื้นที่ คุณปลื้มได้เรียนรู้จากของจริง ได้เห็น Feedback จากผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ ได้สังเกตว่าเวลาคนหน้างานต้องใช้ Product เขาติดขัดตรงไหนบ้าง แม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Workflow คืออะไร แต่วันนี้ผ่านมา 3 ปีแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป เธอรู้เลยว่าช่วงเวลานั้น “มีค่ามาก”

“เพราะ PM หรือ PO ควรจะต้องใกล้ชิดกับ User ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เวลาเราตัดสินใจในฐานะคน Product เราต้องเป็นตัวแทนของเขา สิ่งที่ User ไม่ได้พูด เราต้องเข้าใจ Pain ของเขาให้ได้”

นั่นคือจุดที่เธอเริ่มเข้าใจว่า บทบาทของ Product Manager ไม่ใช่แค่ผลักดันงานให้เสร็จ แต่ต้องเข้าใจปัญหาในระดับลึก และเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ใช้งานในทุกการตัดสินใจ

ทำงานมาครบปี เริ่มรู้สึก “ตัน” หรือว่าเราต้องหาทาง “ปลดล็อกตัวเอง”

จากนั้นคุณปลื้มก็ Transition มาทำงานกับทีม Dev โดยเริ่มจากบทบาท Product Owner ค่อย ๆ มาเรียง Backlog และเรียนรู้หน้างานไปพร้อมกัน 

“ตอนแรกก็พูดกับ Dev ไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจภาษาเขา ไม่เคยเรียนพื้นฐาน ไม่เคยผ่านคอร์สเทคนิคอะไรมาก่อนเลย ทุกอย่างคือเรียนจากของจริงล้วน ๆ แบบ Hands-on”

ช่วงแรกเหนื่อยมาก เพราะข้อมูลเยอะและทุกอย่างใหม่ไปหมด จนค่อย ๆ เข้าใจว่า Scope ของเราคืออะไร และเราทำอะไรได้บ้าง แต่เมื่อผ่านไปได้ประมาณปีหนึ่ง คุณปลื้มเริ่มรู้สึก “ตัน” โดยเฉพาะเรื่อง Product Discovery ที่ต้องตัดสินใจว่าจะ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” อะไร 

“มันตันแหละ เพราะว่าเหมือน Foundation เรามันไม่ได้แน่น มันแบบปะติดปะต่อ แต่ไม่มีหลักที่ถูกต้องมาซัพพอร์ต ตอนนั้นเลยรู้สึกว่า เราต้องมีใครสักคนหรือมี Framework สักอย่างมาช่วยปลดล็อก”

จุดนี้เองจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณปลื้มตัดสินใจสมัคร Product Management Bootcamp (PMB) เพื่อเติมพื้นฐานที่ขาด และ “ปลดล็อก” ศักยภาพของตัวเองอย่างจริงจังในบทบาท Product Manager อย่างจริงจัง

เล่าประสบการณ์ตอนเรียน Bootcamp ให้ฟังหน่อย

Product Management Bootcamp รุ่น 5 | Skooldio

Product Management Bootcamp รุ่น 5

คุณปลื้มเล่าว่า ตอนเข้าเรียน Product Management Bootcamp (PMB) รุ่นที่ 5 เธอมีประสบการณ์ในสาย Product เพียงประมาณหนึ่งปีเท่านั้น 

บรรยากาศในรุ่นของเธอค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งคนจาก Corporate ใหญ่ ๆ ที่ถูกส่งมาเรียนแบบจริงจัง รวมถึงคนที่ transition มาจากสาย Developer หรือ Designer และคนที่เพิ่งเปลี่ยนสายเข้ามาเพื่อเรียนรู้เรื่อง Product อย่างจริงจังเลย

สิ่งที่ได้กลับมา ไม่ใช่แค่ connection แต่คือ “ความเข้าใจใหม่” ว่าหน้าที่ของ Product Manager ควรจะหน้าตาเป็นแบบไหน

“มันเหมือนเราเข้าไป Set Foundation ให้มันถูกต้อง ว่าแต่ละสเตปของ Product Management ควรจะเป็นยังไง”

ความประทับใจจาก Bootcamp

คุณปลื้มเล่าว่า หนึ่งในสิ่งที่เธอชอบที่สุดจากการเรียน PMB คือการได้พูดคุยและปรึกษาเคสจริงกับ Instructor ในคลาสแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่เรียนเนื้อหาทฤษฎี แต่ได้พูดคุยกับคนที่อยู่ในสนามจริง ซึ่งสามารถให้คำแนะนำได้อย่างเฉพาะเจาะจงและตรงประเด็น

“Instructor ทุกคนที่มาสอนใน PMB เก่งมากจริง ๆ ค่ะ และเราเอา Use Case จริงของเรามาถามได้เลย”

เคสหนึ่งที่เธอประทับใจเป็นพิเศษ คือคลาสของ พี่แบงค์ – อภิรักษ์ ปนาทกูล หนึ่งใน Instructor จาก Skooldio ที่เธอเป็นแฟนคลับอยู่แล้ว

พี่แบงค์ - อภิรักษ์ ปนาทกูล Founder of UX Academy | Skooldio

พี่แบงค์ – อภิรักษ์ ปนาทกูล Founder of UX Academy | Skooldio

“หนู feedback งานดีไซเนอร์ไป แต่เขาไม่ค่อยฟัง เราควรจะคอมเมนต์เขายังไงดี หรือมองจากมุมของเขายังไงให้เข้าใจมากขึ้น?”

คำแนะนำที่ได้จากพี่แบงค์คือ เราต้องเข้าใจว่าดีไซเนอร์มีข้อจำกัดอะไร มีวิธีคิดแบบไหน และที่สำคัญคือควรใช้ข้อมูล เช่น data หรือ insight มาสนับสนุน feedback เพื่อให้เขาการเชื่อมั่นและเข้าใจว่า Feedback ของเราควรนำไปปรับใช้จริงๆ

“มันเปิดโลกมาก ๆ อันนี้คือครั้งแรกเลยที่รู้ว่า… มันต้องมี data มายืนยันเพื่อที่จะสื่อสารกับทีม Design ด้วย”

ภาพบรรยากาศจากคลาส Product Management Bootcamp รุ่นที่ 5 | Skooldio

ภาพบรรยากาศจากคลาส Product Management Bootcamp รุ่นที่ 5

ได้ทั้งความรู้ และโอกาส “ตั้งต้นใหม่” ให้ทีม

เธอรู้สึกว่า pace ของคลาสนั้นเหมาะกับตัวเองมาก เพราะมีประสบการณ์ทำงานในสาย Product มาแล้วประมาณหนึ่งปี การเรียนในช่วงนี้จึงไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์ แต่คือการ “ต่อจิ๊กซอว์” ให้สิ่งที่เคยเจอในหน้างานจริงเริ่มประกอบเป็นโครงสร้างที่ชัดเจน

และสิ่งที่ดีที่สุดคือ ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับการทำงานจริง

“ปลื้มว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเลยค่ะ เพราะทุกวีคที่เรียน ไม่ได้แค่เรียนเฉย ๆ แต่เอาเรื่องที่เรียนไปลองคุยกับทีมจริง ๆ ลองเอาไปปรับใช้ใน process การทำงานของตัวเอง ระหว่างที่เรียนไปก็ได้ช่วย set structure ให้ทีมด้วย เพราะอย่างที่บอกว่าปลื้มเป็น Product Manager คนแรกในทีม ก็ต้องเป็นคนเซ็ตทั้งเรื่อง Agile หรือ process ต่าง ๆ ด้วย

เลยรู้สึกว่าเราได้เปิด conversation ใหม่ ๆ กับทีม ได้ input ใหม่ ๆ เข้าไปให้ทีม เหมือนเราเป็นตัวแทนของบริษัทที่ถูกส่งมา explore แล้วก็เอา insight กลับมาแชร์ให้ทีม ซึ่งมันเห็นผลจริง ๆ ค่ะ”

สำหรับใครที่เป็น Product Manager อยู่แล้ว โดยเฉพาะในบริบทของ Startup ทีมเล็ก ๆ คุณปลื้มว่ามันมีประโยชน์มาก ๆ การได้เสริมพื้นฐานผ่านการเรียนแบบเข้มข้น คือโอกาสในการกลับไป “ตั้งต้นใหม่” ให้กับทีม และผลักดันกระบวนการทำงานให้เดินหน้าได้จริง

การเรียนรู้ที่เปลี่ยนชีวิต 

คุณปลื้ม ใน Product Management Bootcamp รุ่นที่ 5

คุณปลื้ม ใน Product Management Bootcamp รุ่นที่ 5

“ถ้าเรามองว่า Product Management Bootcamp เป็นการลงทุน ปลื้มว่ามันคือการลงทุนกับตัวเอง สิ่งที่ปลื้มเชื่อมาตลอดคือ ในช่วงแรก ๆ ของการทำงาน สิ่งที่เราควรลงทุนมากที่สุดก็คือตัวเราเอง” 

ถ้าเราไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องการเงิน คุณปลื้มมองว่าการลงทุนในปารเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีแรกของการทำงานมัน “คุ้มมาก” เพราะคุณค่าที่เราได้มาหลังจากการลงทุนตรงนี้ไป มันจะงอกเงยขึ้นมาอีก มีผลต่อเงินเดือน และชุดทักษะต่าง ๆ ที่เราได้มามันจะอยู่กับเราไปตลอด ช่วยเพิ่มมูลค่าของตัวเราเองให้มากขึ้นไปอีก 

ในตอนแรกคุณปลื้มเป็น Product Owner แต่หลังจากเรียน Product Management Bootcamp ได้ execute สร้าง impact และสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้มากขึ้น ก็ได้รับการโปรโมตให้ได้ก้าวขึ้นมาเป็น Team Lead ที่มีสโคปงานใหญ่มากขึ้น คุณปลื้มก็ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาดูเรื่องการตัดสินใจและกลยุทธ์มากขึ้น ค่าตอบแทนเองก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย 

อะไรคือความท้าทายของ Product Manager?

AI Arena EP.4 'ท้า PM แข่งใช้ AI แก้ปัญหา ‘คิวนาน’ ให้ธุรกิจ เพิ่มยอดขายไวขึ้น' | Skooldio

คุณปลื้มในรายการ AI Arena EP.4 ‘ ท้า PM แข่งใช้ AI แก้ปัญหา ‘คิวนาน’ ให้ธุรกิจ เพิ่มยอดขายไวขึ้น’

งาน Product Manager ถ้าถอดให้เข้าใจง่ายที่สุด มันก็คืองาน “แก้ปัญหา” เวลาเกิดอะไรขึ้น เราต้องคิดว่าจะทำยังไงให้มันแก้ได้ แต่สิ่งที่ท้าทายมากคือ เราไม่ใช่คนแก้เอง เราต้อง influence คนอื่นให้ช่วยกันแก้ ด้วย ซึ่งมันไม่ง่ายเลย

สิ่งที่คุณปลื้มเล่าว่าความท้าทายที่แท้จริงของงาน Product Manager คือการ อยู่กับความไม่รู้ และความไม่แน่นอน เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนตลอดเวลา และไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัวเพราะบริบทแต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกันเลย 

เราต้องทดลองไปเรื่อย ๆ ต้อง Fail แล้วเรียนรู้ ต้องล้มแล้วลุก มันคือการ “Learning” และ “รับ Feedback แล้วปรับ”

ยิ่งตอนเริ่มใหม่ ๆ Product Manager หลายคนรวมถึงตัวคุณปลื้มเอง ก็เคยเจอกับ Imposter Syndrome แต่พอเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น ได้ฝึกมากขึ้นก็จะเข้าใจว่า ทุกวันที่เราทำงานและตัดสินใจมันคือโอกาสที่ได้เรียนรู้ 

คุณปลื้มเล่าว่าน้อง ๆ ที่เพิ่งจบมาใหม่อาจจะยังไม่ค่อยชิน หรือคนที่ทำด้าน Tech มาก่อนก็จะรู้สึกว่ามันมี structure ที่ถูกต้องนะ หรือจะเป็นการติดความวิชาการต่าง ๆ มา ที่มีการประเมินว่าสิ่งนี้ถูกหรือไม่ถูก ซึ่งมันจะทำให้เรามีความ ‘struggle’ มากถ้ามันไม่ถูก จนอาจเกิดความคิดลบ ๆ กับตัวเองได้

แต่จริง ๆ แล้วคุณปลื้มเล่าว่ามันคือการ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือการที่เราต้องปรับ Mindset ให้ได้ แม้ช่วงแรกจะไม่ชินนักแต่ก็ต้องพยายามปรับให้ชิน พอเราชินแล้วจนมันเหมือนเป็น Muscle Memory มันก็จะกลายเป็นความสนุกแทน

ดังนั้นลุยไปก่อน พร้อมรับ Feedback เพื่อพัฒนา และเมื่อสิ่งที่เราตัดสินใจมันเวิร์ก มันถูกจริง ๆ มันก็จะเป็นความรู้สึกที่ ‘ฟิน’ เพราะถ้าเราไม่ได้ติดกับ mindset ที่ว่าสิ่งนี้ อันนี้จะต้องถูกตั้งแต่ครั้งแรก คุณปลื้มเล่าว่ามันจะสนุกมาก เพราะทุกวันจะมีโจทย์ใหม่มาให้เราแก้ แล้วเราก็จะเริ่ม Connect the Dots ได้เก่งขึ้น 

เทคนิคในการสมัครงาน ให้เราเป็นผู้สมัครที่โดดเด่น

คุณปลื้มมองว่าหลักคิดที่ใช้ในการสมัครงานก็ไม่ต่างจากหลักการในการทำ Product เลย คือ User-Centric หรือการมองจากมุมของ “ผู้ใช้งาน” ซึ่งในที่นี้ก็คือองค์กรหรือทีมที่เรากำลังจะสมัครเข้าไปทำงานด้วย 

องค์กรก็เหมือน User คนนึงที่เราต้องทำความเข้าใจ เราควรพยายามทำความเข้าใจบริบทขององค์กรนั้นให้ได้มากที่สุด

การจะทำฟีเจอร์ ก็เหมือนการทำตัวเราเองที่จะไปสมัครงาน ให้ตอบโจทย์เขา ว่าเราควรต้องออกแบบหรือไฮไลท์ทักษะอันไหนของเราให้ตอบโจทย์นายจ้างคนนั้น

คุณปลื้มยกตัวอย่างการแยกทำเรซูเม่เป็นสองเวอร์ชัน เช่น ถ้าจะสมัครบริษัทสตาร์ทอัพ กับบริษัทที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ เราก็ต้องเข้าใจความแตกต่างของทั้งสององค์กรและสิ่งที่เขาให้คุณค่าด้วย

เช่น ถ้าเป็นสตาร์ทอัพ เขาอาจต้องการคนที่ “versatile” คือสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ย่อท้อ ลุย มี ownership สูง เราก็ต้องไฮไลท์ส่วนนี้ในเรซูเม่ของเราให้ชัด สตาร์ทอัพก็จะมีความ Generalist ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเรามีขาของความ Speacialist เพิ่มมาด้วยสักอันก็อาจทำให้เราเป็นผู้สมัครที่มีความโดดเด่นมากขึ้นได้  

แต่ถ้าเป็นบริษัทประเภท Corporate โดยส่วนใหญ่แล้วองค์กรลักษณะนี้จะมีโครงสร้างทีมที่ Solid แข็งแรงอยู่แล้ว เช่น มี Senior, มี Tech Lead หรือมี Career Ladder ที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะเข้าไปในบทบาทไหนก็อาจจะต้องดูว่า เขามีความคาดหวังอะไรจากเรา แล้วก็ต้องไฮไลท์ให้เรื่องพวกนี้ชัดขึ้นในเรซูเม่ เล่าผลลัพธ์ที่มันจับต้องได้ ให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนนั่นเอง 

ยกระดับคุณเป็น PM ตัวท็อปยุค AI ใน 3 เดือน!

หลักสูตร Product Management Bootcamp รุ่นที่ 9 (AI-Edition) ออกแบบมาเพื่อ Product Manager ยุคใหม่ ในองค์กรที่ ‘ต้องทำ Product ให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่เสร็จ’ สิ่งที่คุณจะได้กลับไปใช้ทันที เช่น

  • แนวทางทำ AI Product Discovery → Delivery แบบเป็นระบบ (จากเข้าใจผู้ใช้ ถึงส่งมอบจริง)
  • เครื่องมือ/Playbook ที่ใช้ในงานจริง: User Research, PRD สำหรับ GenAI, Metrics & Observability, Prompt/Guardrails, และการทำงานข้ามทีมให้เดินไปเป้าหมายเดียวกัน
  • เรียนกับ Expert จากบริษัท Tech ดังระดับโลก เช่น Facebook | Microsoft | Agoda | IDEO ที่ทำ Digital/AI Product มาเอง (ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ) + มี Project Coaching / Hands-on Workshop ตลอดหลักสูตร
  • ไม่มีพื้นฐาน Tech ก็เรียนได้ หลักสูตรนี้เริ่มสอนตั้งแต่ต้น! สัมผัสบรรยากาศการทำงานแบบ Scrum กับ Company Visit ที่บริษัท Tech ชั้นนำของไทย
  • ดูย้อนหลังได้ตลอดหลักสูตร ทบทวนซ้ำจนกว่าจะเข้าใจ

อ่านรายละเอียด/สมัครเรียน คลิก Product Management Bootcamp รุ่นที่ 9

PM Essentials Product Management Bootcamp รุ่นที่ 9 | Skooldio

More in:Lifestyle

Comments are closed.