ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง Agile ที่ใช้ Sprint เป็นรอบการทำงาน ได้กลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญของโลกซอฟต์แวร์ ทีมพัฒนาทั่วโลกใช้ Sprint เพื่อแบ่งรอบการทำงาน สร้าง features และปรับปรุง product อย่างต่อเนื่องจาก feedback ของผู้ใช้

คุณรูฟ ทวิร พานิชสมบัติ Software Stylist, Odd-e Thailand
แต่ในวันที่ AI สามารถช่วยเขียนโค้ด สร้าง prototype และทดลอง features ได้เร็วขึ้นอย่างมหาศาล หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับกรอบการทำงานที่เราใช้กันมานาน
บางทีคำว่า Sprint อาจกำลังจะถูกเอาออกจาก development cycle ก็ได้
นี่คือมุมมองของ คุณรูฟ ทวิร พานิชสมบัติ Software Stylist จาก Odd-e Thailand ผู้มากประสบการณ์ด้าน software development และเชี่ยวชาญด้าน Agile
เราชวนคุณรูฟพูดคุยตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของโลก product development ในยุค AI บทบาทใหม่ของ Product Manager ที่อาจกลายเป็นคอขวดใหม่ของโลกการพัฒนา product ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไม วิธีการทำ Agile แบบเดิมอาจต้องถูกนิยามใหม่อีกครั้ง
Table of Contents
- คอขวดของโลก product กำลัง shift จาก engineering ไปสู่ product management?
- ต้นทุนการพัฒนาที่ถูกลง ทำให้ราคาของการที่ Product Manager ตัดสินใจผิด แพงขึ้น?
- AI product ส่วนใหญ่ fail เพราะเริ่มจาก “มันทำอะไรได้” แทนที่จะเริ่มจาก “มันควรแก้ปัญหาอะไร”?
- ทักษะ Product Management จะไม่จำกัดแค่ตำแหน่ง แต่จะกลายเป็นทักษะพื้นฐานของทั้งทีม product?
- ตอนนี้เรากำลังต้องการ Agile ที่ lean และเร็วกว่าเดิมในยุค AI?
- แนวโน้มอาชีพ Product Manager ในยุค AI เป็นยังไง?
- เราจะได้เห็นพี่รูฟมาแชร์อะไรในหลักสูตร Product Management Bootcamp ของ Skooldio?
- ใครบ้างที่เหมาะจะเรียนทักษะ Product Management ในตอนนี้?
- ใครบ้างที่เหมาะจะเรียนทักษะ Product Management ในตอนนี้?
- เรียนรู้เรื่อง Product Management ฉบับ Best Practice ยุค AI
คอขวดของโลก product กำลัง shift จาก engineering ไปสู่ product management?

อันนี้เห็นด้วยนะ ก่อนหน้านี้ปัญหาหลักคือ delivery time หรือ cycle มันใช้เวลานาน ส่วนใหญ่ Product Manager จะคิด feature ได้ค่อนข้างเร็ว แล้วก็ต้องรอให้ทีมไป deliver ก่อน ถึงจะเอา product นั้นไป release เพื่อเก็บ data กลับมาตัดสินใจต่อ
แต่พอ AI เข้ามาและมันเก่งมาก เขียน code ได้เร็วกว่าคน แล้วก็ทำ quality ได้สูงขึ้น feedback loop ของการพัฒนามันสั้นลงมาก จนพวกเรากล้าพูดได้เลยว่าบางทีคำว่า Sprint อาจจะถูกเอาออกจาก development cycle ด้วยซ้ำ เพราะมันเร็วขนาดนั้น
กลายเป็นว่าปัจจุบัน คอขวดมัน shift กลับไปอยู่ที่ฝั่ง Product Manager หน้าที่หลักของเขาคือ จะทำยังไงให้ software เหล่านี้ launch ได้เร็วเท่ากับ speed ที่ทีมทำได้
และต้องมีเครื่องมือที่ช่วย collect data ได้เร็วพอ เพื่อให้ตัดสินใจได้ทันว่า ต้องเปลี่ยน direction หรือสลับ priority ใน product backlog ยังไง
สุดท้ายแล้วคอขวดมันเลย shift กลับมาที่ Product Manager และเขาเองก็ต้องปรับตัวเยอะมากกับการทำงานในแบบนี้
ต้นทุนการพัฒนาที่ถูกลง ทำให้ราคาของการที่ Product Manager ตัดสินใจผิด แพงขึ้น?

มันถูกลงมากเลยครับ คำถามนี้ผมชอบมาก ยิ่ง cost of development มันถูกลง โอกาสในการทำ A/B testing หรือ pivot product ก็ถูกลงเยอะมาก เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า Product Manager กล้าตัดสินใจลองอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น เพราะต้นทุนในการลองมันต่ำลงมากในตอนนี้
แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้จริง ๆ ว่า token จริง ๆ แล้วมันมี cost เท่าไหร่ เราเหมือนกำลังอยู่ในช่วงโปรโมชั่นที่ development cost ถูก subsidize โดย AI providers เพราะเขาอยาก acquire users และทำให้คนติดอยู่กับ product ของเขา
แต่ใน long term เราจะยังไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งที่เขาเลิก subsidize แล้ว และ actual cost ไหลกลับมาที่ development cost จริง ๆ ต้นทุนตรงนั้นมันจะหนักแค่ไหน ซึ่งตอนนี้เรายังมองไม่เห็น
พูดง่าย ๆ คือ ตอนนี้เรากำลัง enjoy ของฟรีอยู่ และนี่คือสิ่งที่ต้องระวัง
เพราะตอนนี้เขายังลงทุนหรือเรียกว่าเผาเงินให้เราได้ใช้ product กันอยู่ แต่วันที่เขาเลิกเผาเงินแล้ว และสงครามมันเหลือผู้ชนะไม่กี่เจ้า ตอนนั้นแหละครับ เราจะได้เห็นจริง ๆ ว่า ค่า token จะต้องจ่ายกันยังไง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใคร estimate ได้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ พยายามมองหา development tools หรือ framework ที่ใช้ token ต่ำ และ Product Manager เองก็ต้องเริ่มดูแล้วว่าอะไรคือ cost ที่เขาต้องจ่ายจริง ๆ
สุดท้ายมันอาจกลายเป็นว่า ค่าจ้าง developer อาจจะไม่ใช่ cost ที่ significant ที่สุดในอนาคต แต่ token ที่ต้องจ่ายให้กับเครื่องมือต่าง ๆ อาจจะกลายเป็น cost ที่ significant แทน
AI product ส่วนใหญ่ fail เพราะเริ่มจาก “มันทำอะไรได้” แทนที่จะเริ่มจาก “มันควรแก้ปัญหาอะไร”?
อันนี้จริงนะครับ เรากำลังสนุกกับการ explore เราอยากสร้าง product เพื่อดูว่า ขอบเขตที่ AI จะสามารถทำ product ได้มันทำอะไรได้บ้าง จนเราลืมไปว่า จริง ๆ แล้ว เรามีปัญหาอะไรต้องแก้
ก่อนที่เราจะเริ่มทำ product อะไร มันควรกลับไปที่ foundation ต้องเข้าใจก่อนว่า จุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรากำลังจะแก้ ปัญหามันคืออะไร
แล้วพอตีโจทย์แตก เราค่อยเอาเครื่องมือเหล่านั้นมาช่วย กระจายออกมาให้เห็นว่าปัญหาย่อย ๆ มีอะไรบ้าง

พอเรา prioritize เสร็จแล้ว อะไรคือ priority สูงสุดที่เราควร focus แล้วก็ deliver ออกมาก่อน โดยที่หลายครั้งเรายังไม่รู้จริง ๆ ว่า need ของ user คืออะไร
และที่สำคัญมากนะ มันซ้ำกันหนักมาก ทุกคนทำของซ้ำกันเยอะมาก จนสุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่า อันไหนมันเป็นของที่ดีจริง ๆ กันแน่ แล้วเราก็รอจนกระทั่งมันตายไปเอง แล้วก็จะเหลือคนที่ตอบโจทย์โลกจริง ๆ ว่า ปัญหานี้มันควรถูกแก้ด้วย AI ยังไง
ทักษะ Product Management จะไม่จำกัดแค่ตำแหน่ง แต่จะกลายเป็นทักษะพื้นฐานของทั้งทีม product?
จริงครับ เมื่อก่อนมันเป็นฝันที่ดูเอื้อมไกลมาก ฝันของพวกเราคือ boundaries ระหว่าง BU (business unit) กับ IT มันควรจะหายไป หรือมันควรจะ merge เข้าด้วยกัน
ซึ่งหลาย ๆ ที่ก็มีชื่อเรียกสิ่งนี้ต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น Gartner เรียกมันว่า Fusion Team มันเป็น research ที่ Gartner ทำ เขาพูดกันมาประมาณสัก 2 ปีที่แล้วว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ boundary นี้มันจะหายไปจริง ๆ
และคนที่ทำให้มันหายไปไม่ใช่ management แต่คือ AI เพราะว่าฝั่ง BU ก็มีความสามารถที่จะ build product ได้ด้วยตัวเอง ในราคาที่ถูกลง มันอาจจะยังไม่ใช่ production grade แต่อย่างน้อยมันก็เป็น prototype ที่ execute ได้ สามารถส่งต่อไอเดียนี้ไปให้ Development Team เห็นว่า จริง ๆ แล้วของที่เริ่มเป็นชิ้นเป็นอันหน้าตาประมาณนี้ ช่วย shape ให้มันเป็น production grade ได้ไหม
นั่นหมายความว่าคนที่เคยรู้สึกว่า โลกของการทำ software development มันดูยากมาก ตอนนี้มันถูกประชิดเข้ามาแล้ว ด้วยเครื่องมือที่ง่ายขึ้น

ฝั่ง IT เช่นกัน พอเขาเริ่มเห็นว่า Product Manager มีสกิลพวกนี้ได้ เขาก็เริ่มเข้าใกล้ และเข้าไปช่วยทำงานใกล้ขึ้น ตรงนี้ความสามารถมันจะเริ่ม merge เข้าหากัน เส้นเดิมที่เคยเป็นเส้นแบ่งว่า ฉันเป็น IT ฉันเป็น BU มันจะถูกทำลายทิ้งโดย AI
เพราะงั้นถึงจุดนี้ผมอยากตอบว่า ปัจจุบันทีมมันจะกลายเป็น Feature Team จริง ๆ ที่ทำได้ตั้งแต่เก็บ requirement, ทำ user research, development, deploy แล้วก็เอาของนี้วนกลับมาเป็น loop พอทุกอย่างมัน blend เข้าหากันได้ ผมเรียกว่า flexibility มันจะเกิดขึ้นสูงมาก
เพราะงั้นถ้าเราย้อนกลับไปที่คำถามเดิม ถ้าสมมติว่าองค์กรยังมี role ที่ชื่อ Product Manager อยู่ แต่เรายังแยก Delivery Team กับ Discovery Team อยู่ มันจะไม่เกิดประโยชน์สูงสุดของการทำงาน
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วทีมสามารถทำได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แปลว่ามันจะไม่มีคอขวดในระบบนี้แล้ว มันคือทีมที่สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นจนจบจริง ๆ ซึ่งเราเชื่อเรื่องนี้มากจริง ๆ
ตอนนี้เรากำลังต้องการ Agile ที่ lean และเร็วกว่าเดิมในยุค AI?

โอ้โห ต้องการมากเลยครับ ปัจจุบันมันเร็วมาก เร็วมากจนกระทั่งเรามานั่งถามกันว่า เราจะมี Sprint ไปทำไม เราอาจต้องกลับไป revisit วิธีการทำงานของเราใหม่ทั้งหมด
แต่เดิม Agile มันมี 2 แบบ เราเรียกว่า Sprint-based ที่เป็น timebox กับ flow-based ที่ปล่อยให้ของเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อก่อนเราเชื่อว่า Sprint-based มันเหมาะกับงานที่เป็น innovation เพราะเราสามารถ block time แล้วกำหนดได้ว่าในรอบนี้เราจะ deliver feature อะไรได้บ้าง และเอา feedback loop ไปวางแผนใน block ถัด ๆ ไป
แต่ปัจจุบันมันเร็วครับ เร็วมากจนเรารู้สึกว่า จะ block ไปทำไม เพราะบางทีแค่เข้ามา 3 ชั่วโมง feature ที่อยากได้ก็เสร็จแล้ว ดังนั้นการ block time แบบนี้มันก็อาจจะเริ่ม obsolete แล้ว
ทุกคนอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดไปเป็น flow-based มากขึ้น คืออยากได้อะไร ก็เรียงทิ้งไว้ในระบบ แล้วที่เหลือมันจะถูกดึงไปทำตาม priority
พอเสร็จเมื่อไหร่ มันก็จะถูก deploy ขึ้น production เลย loop ของมันจะสั้นลงมาก เพราะงั้นโลกของการทำ Sprint ผมว่ามันอาจจะจบลงเร็ว ๆ นี้
ซึ่งเนื้อหาพวกนี้มันอาจจะต้องถูกสอนใหม่ในโลกของ Product Manager แล้วว่าถ้าเราอยู่ในโลกของ AI คำว่า Sprint มันอาจจะ obsolete แล้ว metrics และวิธีคิดมันจะเปลี่ยนใหม่หมดเลย
แนวโน้มอาชีพ Product Manager ในยุค AI เป็นยังไง?
จริง ๆ แล้วทุกตำแหน่งที่อยู่ใน ecosystem ของงานด้าน digital product ถ้าเก่งจริง ๆ มีสกิลจริง ๆ และมี critical thinking ผมเน้นมากเลยนะเรื่อง critical thinking ถ้ามีสิ่งนี้ยังไงก็ไม่ตกงาน
เพราะฉะนั้น จริง ๆเราไม่ได้ต้องการคนที่อยากเป็น PM อย่างเดียว เราต้องการคนที่มี foundation ที่ชัดเจน และตั้งคำถามเป็น
ย้อนกลับไปที่คำถามเดิมเลยคือ “เรากำลังจะแก้ปัญหาอะไร” เราไม่ได้ต้องการให้เขาเข้ามา generate feature มากมาย โดยที่ feature เหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาจริง ๆ ว่าคนปลายทางเขาต้องการอะไร เราต้องการคนที่ sharp ชัดเจน รวดเร็ว และรู้ว่าในจังหวะนี้ต้องตัดสินใจอะไร เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถสร้างคนแบบนี้ได้ มีเท่าไหร่ที่ไหนเขาก็รับ

คีย์สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ผมพูดเสมอเลยว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งไหน คุณไม่สามารถเก่งในทุก area ได้ โลกต้องการ PM ที่มีความเชี่ยวชาญใน area ของ business นั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น PM ที่เก่งมากในด้าน education เขาจะมี domain knowledge ที่ลึกมากในเรื่อง education แต่เขาอาจจะไม่สามารถไปเป็น PM ที่เก่งใน logistics ได้
เพราะงั้นโลกต้องการ PM จำนวนมากที่ specific มากขึ้น คือมีความรู้ที่ลึกใน area นั้นจริง ๆ ไม่เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เขาพูดออกมาแทบไม่ต่างอะไรกับการไปถาม AI
แต่ความรู้ที่เขารู้ลึกจากประสบการณ์ที่เขาทำงานอยู่ใน industry นั้นจริง ๆ และเห็น customer จริง ๆ สิ่งเหล่านี้หาไม่ได้จาก generative AI คนแบบนี้แหละครับคือคนที่โลกต้องการ เราต้องการ Product Manager ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ area และมี critical thinking
เราจะได้เห็นพี่รูฟมาแชร์อะไรในหลักสูตร Product Management Bootcamp ของ Skooldio?

เรื่องแรกเลยนะ เราสปอยล์ไปแล้วว่า work process เปลี่ยน ดังนั้นคำว่า software development process กับคำว่า Agile ต้องถูก redefine ใหม่ กระบวนการที่เราทำกันมาตลอด 10-20 ปี ผมว่ามัน obsolete แล้ว และต้องถูกนิยามใหม่ทั้งหมด
หลังจากที่ปัญหาถูก frame ชัดแล้ว คำถามคือเราจะแพลนของยังไงให้มันเข้าไปใน Development Team และเราจะใช้เครื่องมืออะไรช่วยให้ตัวเอง collect data แล้วเอาไปบิดของให้มันเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เพราะงั้นต้องเป็น process ใหม่แน่ ๆ แต่อาจจะเป็น Agile ที่ยังไม่ถูกตั้งชื่อ แต่มันถูก evolve ไปส่วนหนึ่งแล้ว นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนไป
อันที่สอง แน่นอนว่า foundation ยังเหมือนเดิม สุดท้ายวิธีการ capture requirement ยังต้องใช้เทคนิคเดิมอยู่ แต่เครื่องมือที่มาช่วยเยอะมาก ยกตัวอย่างเช่นรอบที่แล้วเราเรียน Event Storming ไป เรามานั่งลิสต์ event เองเหนื่อยมาก ปัจจุบันเราอาจบอกว่า “อยากได้ solution ของ problem ประมาณนี้ ช่วย draft event คร่าว ๆ ให้หน่อยได้ไหม” มันก็ draft ออกมา หน้าที่เรา
ใครบ้างที่เหมาะจะเรียนทักษะ Product Management ในตอนนี้?
ชวนทุกคนเลยดีกว่าครับ ตอนนี้ทุกบริษัทในโลกเป็น software company ไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นพอเราเป็น software company ทุกคนควรมีความสามารถในการคิด product ต้องเข้าใจว่า ตั้งแต่ไอเดียจนมันถูก execute มันควรต้องทำอะไรบ้าง
เพราะฉะนั้นอย่าปิดกั้นตัวเองว่าตัวเองไม่ได้อยู่ใน tech industry สุดท้ายมันอาจถึงจุดที่โลกย้อนกลับไปว่า เราทำ software ใช้เองได้เร็วกว่าการรอ service จาก SaaS แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรามีสกิลนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรอให้ใครสร้าง service ให้เราแล้ว สร้างเองครับ เร็วกว่า unique กว่า เท่กว่า ประหยัดกว่า ผมชวนทุกคนครับ
คือเอามาเรียงใหม่ เติมของที่อยากได้ แล้วให้มันช่วย draft ออกมา เราเอามาคิดต่อ ทำ requirement, test scenario, spec แล้วส่งต่อให้ทีมได้เลย ผมว่าเรื่องพวกนี้มันจะถูก integrate แล้ว โลกของการมานั่งทำ requirement แบบ manual มันจะค่อย ๆ หายไป
แต่คีย์สำคัญนะ พอมัน draft เสร็จแล้ว ต้องกลับมาถามมันว่า “ใช่ไหม” คือ critical thinking คุณต้อง critique มันให้ได้ว่าไอ้นี่มันจริงหรือเปล่า มันช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้นจริง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่มันทำจะถูก
บทบาทของ Product Manager จะเปลี่ยนไป เขาต้องใช้เครื่องมือเยอะมาก และที่สำคัญกว่านั้นคือคนอื่นในทีมขยับเข้าใกล้ Product Manager role มากขึ้น พอมันเริ่ม overlap กัน at the end มันเร็วกว่าเดิมเยอะมาก
ใครบ้างที่เหมาะจะเรียนทักษะ Product Management ในตอนนี้?
ชวนทุกคนเลยดีกว่าครับ ตอนนี้ทุกบริษัทในโลกเป็น software company ไปหมดแล้ว พอเราเป็น software company ทุกคนควรมีความสามารถในการคิด product ต้องเข้าใจว่า ตั้งแต่ไอเดียจนมันถูก execute มันควรต้องทำอะไรบ้าง
เพราะฉะนั้นอย่าปิดกั้นตัวเองว่าตัวเองไม่ได้อยู่ใน tech industry สุดท้ายมันอาจถึงจุดที่โลกย้อนกลับไปว่า เราทำ software ใช้เองได้เร็วกว่าการรอ service จาก SaaS แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรามีสกิลนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรอให้ใครสร้าง service ให้เราแล้ว สร้างเองครับ เร็วกว่า unique กว่า เท่กว่า ประหยัดกว่า ผมชวนทุกคนครับ
เรียนรู้เรื่อง Product Management ฉบับ Best Practice ยุค AI

อัปเกรดเป็น PM ตัวท็อปยุค AI ใน 3 เดือน ถ้าคุณอยากเป็นมากกว่าแค่คนที่ทำของได้ แต่เป็นคนที่ทำของให้ “เวิร์ก” นี่คือเหตุผลว่าทำไม Product Management Bootcamp ถึงเหมาะกับคุณ
- เห็นแนวทางทำ AI Product Discovery → Delivery แบบเป็นระบบ (จากเข้าใจผู้ใช้ ถึงส่งมอบจริง)
- เครื่องมือ/Playbook ที่ใช้ในงานจริง: User Research, PRD สำหรับ GenAI, Metrics & Observability, Prompt/Guardrails, และการทำงานข้ามทีมให้เดินไปเป้าหมายเดียวกัน
- เรียนกับ Expert จากบริษัท Tech ดังระดับโลก เช่น Facebook | Microsoft | Agoda | IDEO ที่ทำ Digital/AI Product มาเอง (ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ) + มี Project Coaching / Hands-on Workshop ตลอดหลักสูตร
- ไม่มีพื้นฐาน Tech ก็เรียนได้ หลักสูตรนี้เริ่มสอนตั้งแต่ต้น! สัมผัสบรรยากาศการทำงานแบบ Scrum กับ Company Visit ที่บริษัท Tech ชั้นนำของไทย
- ดูย้อนหลังได้ตลอดหลักสูตร ทบทวนซ้ำจนกว่าจะเข้าใจ
3 ที่นั่งสุดท้าย! ปิดรับสมัคร 9 มีนาคมนี้แล้ว สมัครเรียน คลิก Product Management Bootcamp














