เมื่อ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่เครื่องมือ แต่กำลังเปลี่ยน “วิธีคิด” ของทั้งองค์กร
คำถามที่ผู้บริหารจำนวนมากเริ่มต้นเหมือนกันคือ “เราควรใช้ AI ตรงไหนก่อนดี?”
แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ “องค์กรของเราพร้อมจะคิดและตัดสินใจแบบ AI-First แล้วหรือยัง?” เพราะความท้าทายของการนำ AI มาใช้ในองค์กร ไม่ได้อยู่ที่การเลือกเครื่องมือแต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และบทบาทของผู้นำในทุกระดับ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดร.ต้า–วิโรจน์ จิรพัฒนกุล Co-founder และ President, Skooldio Group จาก Skooldio ได้มีโอกาสเข้าไปเทรนนิ่งเรื่อง AI ให้กับผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม และรวมไปถึงมีบริษัท Skooldio Tech บริษัทในเครือที่ได้เข้าไปช่วยออกแบบองค์กร ทดลอง และนำ AI ไปปรับใช้จริง
จากการที่ได้ทำท้ังในมุมของการลงมือสอนและลงมือทำ สิ่งหนึ่งที่พบเหมือนกันแทบทุกองค์กรคือ ความท้าทายไม่ได้มาจากตัว AI แต่เกิดจากผู้นำที่ยัง “ไม่อิน” กับการเปลี่ยนแปลงทำให้การขับเคลื่อน AI ในองค์กรเป็นไปอย่างช้าและฝืดเคือง ซึ่งสุดท้ายก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ผู้บริหารอยากได้ในที่สุด
บทความนี้จะสรุปบทเรียนสำคัญจากประสบการณ์จริงที่ ดร.ต้า ได้เข้าไปสอนทำ AI Transformation กับองค์กรจริง ได้เห็น Uses case ที่เกิดขึ้นจริง นำมาเล่าให้ฟังว่า ถ้าหากองค์กรอยากที่จะต้องการปรับให้เกิดการใช้ AI ในองค์กรให้ Impact จริงในการทำงาน ควรเริ่มจากตรงไหน โดยเนื้อหาบทความนี้มาจากบทสัมภาษณ์จากรายการ LEADERS’ WISDOM ช่องแปดบรรทัดครึ่ง
Table of Contents
สิ่งที่ผู้บริหารควรคิดให้ชัด ก่อนจะเริ่มลงมือ
1. มี Mindset เข้าใจว่า AI ไม่ได้มาแทนที่ “คน” แต่มาแทนที่ “งาน”
จุดตั้งต้นที่สำคัญที่สุดของการขับเคลื่อน AI ในองค์กร คือ การสื่อสารของผู้บริหารที่ชัดเจน ว่าเมื่อเอา AI เข้ามาแล้ว จะเอาเข้ามาเพื่อทำอะไร เพราะคนส่วนมากมักจะเข้าใจว่า ‘AI = การลดคน’ ถ้าองค์กรตั้งต้นด้วยแนวคิดนี้อาจทำให้การ Transform ถูกต่อต้านได้ ในทางกลับกัน องค์กรที่ไปต่อได้ มักเริ่มจากการสื่อสารให้ชัดว่า ‘AI = เครื่องมือลดภาระงานบางประเภทของพนักงาน’
เมื่อพนักงานเริ่มมองว่า AI ช่วยให้พวกเขามีเวลาไปโฟกัสกับงานที่มีความหมายมากขึ้น การยอมรับ (Adoption) จะเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2. อย่าเพิ่งมองหางานยาก ให้มองหางานที่ใช้แรงหรือใช้เวลาเยอะก่อน
ดร.ต้า ได้พูดถึงเรื่องความคุ้มค่าของการนำเอา AI มาใช้ในองค์กรให้เกิด High Impact โดยอ้างอิงจากคำพูดของคุณยอด ชินสุภัคกุล CEO LINE MAN Wongnai ว่า “ในการเอา AI เข้ามา Transform ให้หากล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อน แล้วเราจะประหยัดเวลาทั้งทีมได้อย่างมหาศาล”
ซึ่งคำว่า “กล้ามเนื้อมัดใหญ่” ในที่นี้หมายถึง ลักษณะงานที่ต้องทำซ้ำ ใช้เวลาหรือแรงงานจำนวนมาก และมีคนจำนวนมากทำงานคล้ายกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้าง Impact ให้กับองค์กรได้อย่างมหาศาล
ผู้บริหารหลายคนมักจะตกหลุมพลางการนำเอา AI ไปใช้แก้โจทย์ยากที่สุดขององค์กรก่อน และมองข้าม “งานถึก” หรือ “งานซ้ำซาก” ไป ทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือใช้เวลานาน เห็นผลช้า และมักจะจบที่ข้อสรุปว่า AI ยังไม่เวิร์ค ซึ่งในความเป็นจริงโจทย์เหล่านี้มักจะไม่ใช่ Quick Win ที่ทำได้แล้วสำเร็จเห็นผลเลย
- ตัวอย่างเช่น: หากองค์กรมีทีม RM หรือทีมขาย 50 คน และ AI ช่วยประหยัดเวลาให้ทุกคนได้เพียงคนละ 2 ชั่วโมงต่อวัน และเมื่อรวมเวลาที่ต้องทำซ้ำซากแล้วจะพบว่าเราสามารถประหยัดเวลาได้ถึง 100 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนี่คือ Impact ที่จับต้องได้มากกว่าการแก้โจทย์ยากเพียงโจทย์เดียว
3. ทำให้ AI กลายเป็นเรื่องที่จับต้องและวัดผลได้จริง
จากประสบการณ์ของ ดร.ต้า ในการที่ Skooldio ได้เข้าไปช่วยทำ AI Transformation ให้กับองค์กร มี 3 สิ่งที่ผู้บริหารจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นจริง คือ
- Declare Intent – ผู้บริหารต้องประกาศจุดยืนและทิศทางที่ชัดเจนว่าองค์กรจะเดินหน้าไปสู่เรื่อง AI อย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น ดร.ต้า ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าบริษัทจะเป็น AI-First Company ใน Townhall อย่างชัดเจน เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนในองค์กรรับรู้โดยทั่วกัน
- Lead by Example – ผู้บริหารต้องใช้ AI ให้ลูกน้องเห็นเป็นตัวอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพนักงานถามคำถามที่สามารถหาคำตอบเองได้ ดร.ต้าจะไปถาม AI ให้ดูแล้วแชร์ลิงก์บทสนทนานั้นกลับไป เพื่อให้น้อง ๆ ในทีมเห็นทั้งคำตอบและวิธีคิดในการคุยกับ AI เพื่อให้เกิดการซึมซับและนำไปปรับใช้เอง
- Inspect What You Expect – มนุษย์มักไม่ทำในสิ่งที่ผู้บริหารคาดหวัง (Expect) แต่จะทำในสิ่งที่ผู้บริหารตรวจสอบ (Inspect) ดร.ต้า จึงใส่คำถามในใบประเมินผลงาน (Performance Review) อย่างจริงจังด้วยการว่า “คุณเอา AI ไปใช้ในงานของคุณบ้าง?” เพื่อให้เกิดการปรับตัว (Adoption) อย่างจริงจัง
4. สร้างวัฒนธรรมที่ทำให้การใช้ AI เติบโต
องค์กรที่ปรับตัวได้ไวในยุค AI ไม่ใช่องค์กรที่เลือกเครื่องมือเก่งที่สุด แต่คือองค์กรที่ออกแบบสภาพแวดล้อมให้คนกล้าลอง และเรียนรู้ได้เร็ว มีพื้นที่ได้ลองผิดลองถูก โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาดเล็ก ๆ ซึ่งการจะสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ต้องประกอบไปด้วย 3 อย่าง คือ
- Boldness – มีความเชื่อและกล้าที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ
- Safety – ความกล้าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากไม่มี “พื้นที่ปลอดภัย” จึงต้องสร้าง Room for Mistake ให้พนักงานมีพื้นที่ให้ล้มและเรียนรู้จากความผิดพลาด เช่น ทำ Sandbox
- Action – องค์กรต้องออกแบบให้การทดลองเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด เพิ่มความเร็วในการเรียนรู้ เช่น ลดขั้นตอนการจัดซื้อเครื่องมือ
โดยสิ่งที่ ดร.ต้า ได้พูดเน้นย้ำสุดท้ายคือ “AI Transformation มาแน่ ๆ ถ้าจะรอดต้อง Adopt อยู่ที่ว่าเราจะ ‘Adopt ก่อนเป็นผู้นำ’ หรือ ‘Adopt ทีหลังเป็นผู้ตาม’”
AI Transform ต้องเริ่มที่ “ผู้นำ” ไม่ใช่ “เครื่องมือ”
จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นว่าทั้งหมดนี้การ Transform องค์กรด้วย AI จะไม่เกิดขึ้นเลยหากผู้บริหารไม่ “อิน” และไม่ลงมาเล่นด้วยตัวเอง เพราะผู้บริหารคือคนที่ต้อง ตั้งโจทย์ ตัดสินใจลงทุน บริหารความเสี่ยง และออกแบบองค์กรให้ AI ใช้งานได้จริง
ต่อให้องค์กรมีเครื่องมือพร้อมเพียงใด การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดขึ้น หากผู้บริหารไม่ได้ลงมาเรียนรู้และมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง เพราะในทางปฏิบัติ ผู้บริหารคือคนที่ต้องกำหนดทิศทางการนำเอา AI ไปใช้ในองค์กรมากที่สุด
หากคุณเป็นผู้บริหารที่ต้องการ
- เข้าใจศักยภาพของ Generative AI ในมุมผู้บริหาร
- เห็นภาพการนำ AI ไปใช้เพื่อ Transformation อย่างเป็นระบบ
- ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจในโลกที่ AI กลายเป็นตัวแปรหลัก
Generative AI Mastery for Executives
ถูกออกแบบมาเพื่อผู้นำที่ต้องการ “Adopt AI ให้เร็วและถูกทาง”
ไม่ใช่เพื่อเป็นผู้ตาม แต่เพื่อเป็นคนกำหนดทิศทาง เวิร์กชอปนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องการพลาดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกธุรกิจ
ร่วมก้าวสู่การเป็นผู้บริหารที่ เข้าใจ พร้อม และนำการเปลี่ยนแปลงได้จริง
ในเวิร์กชอป Generative AI Mastery for Executives









