หากคุณคือนักการตลาดที่ไม่สามารถตอบได้ว่าจ่ายเงินยิง Ads ไปแล้ว ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมา ไม่รู้ว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง มาจากสาเหตุอะไร หรือมาจากไหน นั้นอาจจะเป็นสัญญาณที่แสดงได้ว่า คุณกำลังติดอยู่ใน Pitfall ของการขาดความรู้ด้าน Performance Marketing อยู่

Performance Marketing หรือการตลาดแบบวัดผลได้ คือการตลาดในรูปแบบของ Performance-based หรือเรียกว่า Result-Driven เพราะมันจะเป็นวิธีการทำการตลาดที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่จะได้กลับมา ซึ่งมักจะอยู่บนช่องทาง Online เพราะมีเครื่องมือที่ช่วยให้ติดตามข้อมูลได้ง่าย แตกต่างจากการทำ Traditional Marketing อย่างเช่น TV, Billboard ที่การจะ Track ข้อมูลว่ามีคนเห็นกี่คน คนสนใจบริการของเราจากสื่อที่เราไปลงมีกี่คน อาจจะทำได้ยาก (แต่ถ้าหากคุณทำการตลาด Online แต่ไม่ดู Data ที่ได้ ก็จะไม่เรียก Performance Marketing นะครับ)

วันนี้ผมอยากจะชวนทุกคนมาเช็คกันว่า คุณหรือองค์กรคุณกำลังทำ Performance Marketing ได้ถูกทางหรือไม่ กับ 3 ปัญหาที่ลูกค้าผมเป็นบ่อยๆ จากประสบการณ์การทำ Performance Marketing Agency มาเกือบ 7 ปี 

1. ลงทุนการตลาดแต่ไม่รู้ว่าคุ้มมั้ย (Return on Investment)

อย่างที่ได้กล่าวถึงในตอนแรกเลยว่าหลักการทำ Performance Marketing ที่สำคัญ คือการตอบได้ว่าสิ่งที่ทำไปคุ้มค่าในการลงทุน หรือไม่ เราต้องรู้ว่าเงินที่เราลงไป ได้ผลตอบแทนกลับมารึเปล่า ไม่งั้นการทำการตลาดของคุณก็จะไม่ต่างกับการทำ Traditional Marketing

แต่สำหรับ Online ที่มีเครื่องมือช่วยเก็บข้อมูลมากมายคุณจะสามารถวัดได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่คนเห็นกี่คน คลิกกี่คน เข้าเว็บกี่คน ดูสินค้าอะไร สีไหน ใส่ตะกร้าแล้วยัง ชำระเงินรึเปล่า ซึ่งเมื่อเรารู้ว่าเราลงเงินกับการโฆษณาไปเท่าไหร่ แล้วเราได้เงินกลับมาเท่าไหร่ ก็สามารถวัดความคุ้มค่าได้

ถ้าคุณยังทำในส่วนนี้ไม่ได้ อาจจะเกิดจากการที่คุณคิด Journey ของลูกค้ายังไม่ครบลูป หรือคุณอาจจะยังรู้จักเครื่องมือทำการตลาดน้อยเกินไป ทำให้ใช้ได้อย่างไม่คุ้มประสิทธิภาพ

2. ทำ Campaign แบบไม่มีทิศทาง ไม่ Focus

ปัญหาที่เจอบ่อยมากๆ คือ ลูกค้าหลายคนจะใช้วิธีทำ Ads ด้วย Message กลางๆ พร้อมแปะราคา แล้วก็ยิงไปหาทุกกลุ่ม พอแคมเปญให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี ก็เลือกที่จะเปลี่ยน Interest ไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าโชคดีก็อาจจะได้ลูกค้าไป แต่หลายๆ ครั้งเรามักจะไม่ได้โชคดีแบบนั้น

บางครั้งกลุ่มเป้าหมายของเราอาจจะถูกตั้งแต่แรกแล้ว แต่วิธีสื่อสาร ไม่ได้กระตุ้นพฤติกรรมของเขา เพราะถึงแม้จะเป็นสินค้าตัวเดียวกัน แต่ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความสนใจในสินค้าที่ต่างกัน การสื่อสารก็ควรต่างกัน เช่น ถ้าต้องการขายรองเท้ากีฬาให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ชายวัยทำงาน กับผู้ชายวัยรุ่น ทั้งสองกลุ่มจะเป็นกลุ่มชอบออกกำลังกายทั้งคู่ แต่ถึงจะเป็นสินค้าเดียวกัน ผู้ชายวัยรุ่นอาจจะดูความสวยงามและราคา ส่วนวัยทำงานอาจจะแคร์เรื่องความคงทนกับความสบายในการส่วมใส่ ถ้าปรับ Key Message ที่ส่งไปหาคนสองกลุ่มนี้ให้แตกต่างการตามความสนใจในตัวสินค้า ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของโฆษณาได้

นอกจากเรื่องการ Optimize Key Message ให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็ยังมีเรื่องพฤติกรรมของลูกค้าที่เราสามารถเก็บได้อีก เช่น ถ้าลูกค้าเข้ามาดูสินค้าแล้วแต่ยังไม่ใส่ตะกร้า อาจแปลว่าลูกค้าอาจจะยังไม่ถูกใจสินค้ารุ่นนี้ เราอาจจะลองยิงโฆษณาสินค้ารุ่นใกล้เคียงให้ แต่ถ้าลูกค้าใส่ตะกร้ามาสองสามวันแล้วแต่ยังไม่ชำระเงิน อาจแปลว่าลูกค้ากำลังลังเลหรือเปรียบเทียบราคากับร้านอื่นอยู่ เราอาจจะยิงโฆษณาโปรโมชั่นส่วนลดหรือของแถมเล็กน้อย เพื่อให้ปิดการขายได้ง่ายขึ้น

ถ้าคุณเข้าใจ Performance Marketing เข้าใจในเครื่องมือต่างๆ คุณจะสามารถเก็บข้อมูลได้เยอะมาก คุณจะรู้ว่าต้องเก็บ Data ตรงไหนใน Journey ของลูกค้า เพื่อที่จะทำให้รู้ตั้งแต่ลูกค้าเข้ามาในเว็บเราแล้วยัง เข้ามากี่วันแล้ว แล้วเข้ามาดูอะไร ใส่ตะกร้าไว้รึเปล่า ซึ่งพอเรามีข้อมูลเหล่านี้ เราก็สามารถส่งโฆษณาที่เฉพาะเจาะจง ให้ถูก Marketing Funnel ของลูกค้าได้อีกด้วย การทำการตลาดก็จะมีทิศทางที่ชัดเจน ไม่ใช่ส่ง Message กลางๆ ไปเรื่อยๆ

3. ข้อมูลเยอะมาก แต่ดึง Insight มาใช้ไม่ถูก

ทุกวันนี้เรามี Data อยู่เต็มไปหมด หลายๆ บริษัทก็ให้ความสำคัญกับเรื่องการเก็บข้อมูลแล้ว ซึ่งเมื่อเก็บไปแล้ว ทุกคนรู้ว่าข้อมูลอยู่ตรงไหน โหลดออกมาดูเป็น หรือบางคนอาจจะมี Agency ส่ง Report มาให้ดูด้วย แต่ปัญหาคือแม้จะมีข้อมูลให้แล้ว ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าตัวเลขแต่ละตัวแปลว่าอะไร แบบไหนคือดีหรือไม่ดี ไม่รู้ว่าต้องเอาตัวเลขไปทำอะไรต่อ ไม่สามารถพัฒนาให้แคมเปญการตลาดที่ทำอยู่มันดีขึ้นได้ หรือแก้ปัญหาให้ตรงจุด

ยกตัวอย่าง ถ้าเราเจอปัญหาโฆษณาบน Facebook ขายได้น้อย ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร เราอาจจะพยายามเปลี่ยน Ads เพื่อหวังให้คน Click มากขึ้น แต่จริงๆ แล้ว ที่มันแย่ อาจไม่ใช่เพราะคนไม่ Click แต่เพราะเว็บไซต์ใช้งานบนมือถือยาก ซึ่งเราจะรู้ได้จากค่า CTR (click-through rate) ที่สูง แต่ CVR (conversion rate) ต่ำ เพราะงั้นถ้าของขายไม่ได้เพราะเว็บพัง ต่อให้ปรับ Ads ไปอีกร้อยรอบมันก็จะยังขายไม่ได้อยู่ดี

ถ้าคุณเข้าใจในเรื่อง Performance Marketing จะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราวผ่านตัวเลขได้มากขึ้น ข้อมูลที่มีจะมีประโยชน์ขึ้นมากๆ และเราก็จะเข้าใจได้ด้วยว่าตัวเลขแต่ละตัวเกิดขึ้นเพราะอะไร สามารถตีความออกมาเป็น Insight แล้วนำไปต่อยอดเป็น Action ที่ใช้พัฒนาแคมเปญของคุณให้ดียิ่งขึ้น

หากคุณหรือองค์กรคุณกำลังเจอกับปัญหาใดปัญหาหนึ่งที่ได้กล่าวไป ไม่ว่าจะ ลงทุนการตลาดแต่ไม่รู้ว่าคุ้มมั้ย, ทำ Campaign แบบไม่มีทิศทาง ไม่ Focus, หรือ ข้อมูลเยอะมาก แต่ดึง Insight มาใช้ไม่ถูก นั้นแปลว่าคุณยังเข้าใจ Performance Marketing ได้ไม่ดีพอ ซึ่งอาจจะเกิดได้จาก ความเข้าใจในเครื่องมือที่ไม่มากพอ (Tool Set),  ยังไม่มีสกิลในการวัดผล หรือการวิเคราะห์ (Skillset), หรือ ยังไม่เข้าใจวิธีการคิดแบบ Performance Marketing ที่จะเน้นเรื่องผลลัพธ์ (Mindset) ซึ่งทั้งหมดนี้ จะมีสอนอยู่ใน Performance Marketing Bootcamp

หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตร 7 สัปดาห์ที่จะพาผู้เรียนทุกคนไปเข้าใจการทำ Performance Marketing แบบครบลูปจริงๆ ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การ Track Data เราจะเก็บยังไง เก็บอะไรบ้าง เก็บข้อมูลส่วนไหน ซึ่งก็จะมีหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Pixel, Google Ads Tracking, Google Analytics และอีกมากมาย เพื่อให้เราได้ข้อมูลที่ดีก่อน จากนั้นก็จะสอนการวัดผลแคมเปญ การทำ A/B Testing การ Iterate เพื่อให้ทำ Campaign ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ซึ่งในหลักสูตรนี้จะไม่ได้ให้คุณเรียนแค่ทฤษฏีด้วย แต่เราจะพาคุณไปทำโปรเจคจริงๆ ยิง Ads จริงๆ แบบมีงบให้ เพื่อให้คุณได้เข้าใจ ได้เจอปัญหาจริง และได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหา กับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ที่มาจากทั้งฝั่ง Agency และฝั่งแบรนด์

ใครที่กำลังหาหลักสูตร Performance Marketing แบบครบลูปตั้งแต่ต้นน้ำ จนปลายน้ำ อยากให้ได้มาเรียน Bootcamp นี้จริงๆ ครับ

ใครที่สนใจ สามารถสำรองที่นั่งได้ที่นี่เลย

 

Teerakit Chantrakul
Founder, Telepath. Ex-Founder & Managing Director, Friday Digital

More in:Business

Comments are closed.