5 เคล็ดลับอัพสกิลข้ามสาย ให้กลายเป็น PM สุดเจ๋ง

❓ ทำไมการเป็น PM ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ตรง
❓ สร้าง Profile ยังไง ไปสมัคร PM ทีไรก็ได้งาน
❓ ต้องมี Skill อะไรบ้าง ถึงจะเป็น PM ที่แตกต่างและเหนือกว่าคนอื่น
.
🗣 ฟังทุกคำตอบสุด Insights ของ 4 Product Manager ตัวจริงในวงการ จาก Skooldio LIVE ตอน
.
Product Manager: The Mutants Among Us
อัพสกิลข้ามสาย กลายร่างเป็น PM
.
🔹 คุณต้า – วิโรจน์ จิรพัฒนกุล Managing Director, Skooldio และ Chief Product Officer, Learn Corporation กูรูสาย Data อันดับต้นๆ ของประเทศ ที่ต้องรับมือกับ Product หลากหลาย

🔹 คุณโอเจ – นภัส กิติรัตน์ตระการ Product Manager, Health at Home สาวสถาปัตย์ ที่เริ่มจากการทำงานด้าน UX

🔹 คุณเติร์ก – ภูวเดช มีสมานยนต์ Business Product Manager, Shopee (Singapore) ตัวแทนสาย Business ที่มีพื้นฐานจากการเป็น Consultant

🔹 คุณเนียร์ – ชยพร ตันติสุขารมย์ Product Manager, Skooldio ตัวแทนสาย Tech ที่ผ่านประสบการณ์เป็น Senior Software engineer มาหลายบริษัท


ต้องเข้าใจก่อนว่า PM ทำงานอะไรกัน?

คุณเนียร์ : เริ่มตั้งแต่ค้นหาความต้องการของลูกค้า แล้วเอา requirment เหล่านี้ ไปคุยกับทีม business ว่ามีความเห็นอย่างไร จากนั้นมาคุยกับทีม ux เพื่อนำไปปรับการใช้งานระบบ อีกส่วนคือการเอา requirment ทั้งหมดนี้ ไปคุยกับทีม dev ว่าอะไรจะทำก่อน ทำหลัง เพื่อจะได้ปล่อยสินค้าได้ตรงตามโจทย์

คุณโอเจ : เนื่องจากองค์กรไม่ใหญ่มาก เพราะฉะนั้นทุกคนต้อง Mutants (กลายร่าง) ให้ทำงานได้หลายอย่าง หน้าที่หลักของ pm  คือเราต้องทำให้ทุกคนในทีมและนอกทีม เข้าใจ goal เดียวกัน ซึ่งจะประกอบไปด้วย 3 ส่วน ได้แก่

Why : เป้าหมายนั้น valid ไหม? ดีลโปรดักส์เพื่อตอบอะไร? ฟีเจอร์ที่ทำไปมี value จริงหรือเปล่า?

What : เราจะสร้างอะไร? เพราะเราต้องเป็นคนกลางที่ตัดสินใจว่าอะไรสำคัญ และจะทำอะไรก่อนหลัง

How : จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? โดยร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ เพื่อหา Solution ที่ลงตัวมากที่สุด

คุณเติร์ก : ดูแล supply chain ด้าน logistic delivery งานหลักคือต้องดูระบบหลังบ้านในการส่งสินค้า เริ่มจากต้องเข้าใจ pain point ของ user หลังจากนั้นวิเคราะห์ว่าปัญหาไหนควรจัดการก่อน เพื่อมาพัฒนา feature ที่สำคัญและช่วยแก้ปัญหาได้จริง

คุณต้า : หน้าที่หลักคือดูความต้องการของ user เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้ learn corporation และต้องสร้าง execution plan เพื่อวางแผนในเชิงประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ว่าเค้าต้องการอะไร 

ซึ่งความรู้ด้านเทคโนโลยีสำคัญมาก เพราะเราต้องเป็นคนกลางที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างเรื่องธุรกิจและเทคโนโลยี รวมถึงช่วย explore วิธีแก้ปัญหาในรูปแบบต่างๆ ด้วยเทคโนโลยี ที่จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

pm เหมือนวาทยากร คอยวิ่งโบกคฑากำกับ เพื่อเอาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้ได้


จุดสปาร์คความสนใจ ให้กลายร่างเป็น PM

คุณโอเจ : ตอนที่ทำงานใน startup เล็กๆ ต้องค้นคว้าข้อมูลเรื่องต่างๆ มาทำงาน ก็มักจะเจอชื่อตำแหน่ง pm เด้งขึ้นมาประจำ เพราะตำแหน่งนี้เหมือนแตะกับทุกศาสตร์ ยิ่งพอลองศึกษาลึกๆ ก็พบว่าโป๊ะเชะ! คือมันตรงกับความเชื่อของเราว่า product ที่ดีคือการ align value ของ stakeholder ทุกคน ทั้ง user รวมถึงคนที่ทำงานข้างในด้วย และรู้สึกว่าได้ใช้หลายทักษะดี

คุณเนียร์ : สมัยทำ dev ได้รับมอบหมายให้ทำโปรเจกต์ ux mobile จึงเริ่มไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และเอาความรู้ไปปรับใช้กับทีม เป็นจุดเริ่มต้นที่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง user experience จนมาเจอว่าตำแหน่ง pm ได้ใช้ทักษะด้าน dev ux และ business ซึ่งตรงกับความสนใจพอดี

คุณเติร์ก : ได้รู้จักตำแหน่ง pm ตอนเรียน mba วิชา digital strategy เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ให้ user จนรู้สึกสนุกและสนใจ เลยค้นหาเกี่ยวกับตำแหน่งนี้ จนตัดสินใจสมัครตำแหน่งนี้

คุณต้า : ตอนทำงานที่ facebook เรารู้สึกว่าตำแหน่ง pm จะดู empower มาก และมีเซนส์ดีในเรื่อง product ซึ่งการเป็น pm ต้องมีทักษะที่พยายามช่วย explore วิธีแก้ปัญหาในหลายรูปแบบ ต้องดูออกว่าแบบไหนยากหรือง่ายกว่ากัน ต้องเรียนรู้การทำงานกับทุกคน และรู้จักเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รวมทั้งเล่นกับ resource ที่มี เพื่อหาทางช่วย user ให้ได้มากที่สุด


Product Manager กับ Project Manager ต่างกันยังไง

ทุกท่านให้ความเห็นตรงกันว่า Product manager จะโฟกัสที่ outcome เช่น value ที่มีให้กับผู้ใช้งาน จะสร้างสินค้ายังไงให้ Impact กับคนได้มากที่สุด ส่วน Project manager จะโฟกัสที่ output พวกไทม์ไลน์ต่างๆ จะทำยังไงให้เป็นไปตามแพลน


อยากข้ามสายเป็น PM ต้องมี Skill อะไร

คุณเติร์ก : pm คือการเป็นตัวกลางระหว่างฝั่ง dev กับ business 

ดังนั้นต้องเข้าใจ basic technical term เพื่อให้เราพูดคุยกับ dev รู้เรื่อง เพราะจะช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น และต้องวิเคราะห์ว่า pain point อันไหนควรจะทำก่อน ที่สำคัญคือต้องมีสกิลการวิเคราะห์ข้อมูล ทั้ง sql และทักษะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนที่มาจากฝั่ง business จำเป็นมาก

คุณต้า : pm ที่ facebook เขียน sql เป็นทุกคน เลยสร้างความน่ากลัวให้ data scientist มาก เพราะเขาเข้าใจงานจึงตามงานเราได้หมด แถมขยันไปสำรวจข้อมูลมาก่อนเราอีก ดังนั้น pm ที่เก่งเรื่อง data มากๆ จะได้เปรียบ เพราะจะทำให้เราตอบคำถามและตัดสินใจได้รวดเร็วแม่นยำขึ้น

คุณเนียร์ : ได้ไปเรียนรู้คอร์สด้าน ux / ui และเอามาปรับใช้กับการทำงานจริง จนสามารถสร้าง value ให้ลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้เจ้านายสนับสนุนและผลักดัน ซึ่งมองว่าสกิลสำคัญของ pm คือต้องอยากเรียนรู้ตลอดเวลา และมีทักษะหลายๆ ด้าน 

คุณโอเจ : จากงาน marketing ก็เริ่มสนใจอยากทำอะไรที่ให้ value กับ user มากขึ้น จนไปค้นหาเรื่อง human center design และตัดสินใจไปแข่งโครงการของ ideo จนเข้าถึงรอบไฟนอล ซึ่งในงานนี้จะมีคนจาก ideo มาช่วย groom ไอเดียให้แหลมคมขึ้น และได้แนะนำให้รู้จักเรื่อง ux จนได้เห็นตัวอย่างเฟรมเวิร์กที่น่าสนใจ จากนั้นจึงเข้าไป join ในกลุ่ม ux และได้เข้าร่วม community ต่างๆ

นอกจากนี้คนที่อยากเป็น pm ควรพยายามหา mentor ที่มีประสบการณ์ทำงานมายาวนานคอยให้คำปรึกษา 

งานของ pm ทำให้เราต้องรู้กว้างขึ้น มองภาพใหญ่กว่าเดิม ต้องเข้าใจ matrix ที่สำคัญกับแต่ละฝ่าย เรื่อง okr รวมถึงเรื่อง analytic และการลองเข้าไปแข่งขันในรายการต่างๆ ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เราพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ส่วนความรู้ด้าน tech นั้น pm ต้องคำนวณเวลาทำงานคร่าวๆ ได้ ที่สำคัญเข้าใจโครงสร้างหลังบ้าน ว่าเก็บข้อมูลยังไง ใช้เวลาขนาดไหน และต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญแต่ละฝ่ายเรื่อยๆ 

คุณต้า : ต้องเริ่มจากความอยากรู้อยากเห็น ถ้าอยากเข้าใจ user ต้องลองเป็น user เอง อาศัยเก็บเล็กผสมน้อย และถ้าไม่รู้อะไรก็ให้ลงมือทดลองไปเลย เพื่อเก็บ lesson learn จากการลงมือทำเอา


สร้าง Profile ยังไง ให้บริษัทรับเราเป็น PM

คุณเนียร์ : ถ้ามีโอกาสพัฒนาตัวเองให้กระโดดใส่เลย ลองทำงานในองค์กรที่เราอยู่ปัจจุบัน เพื่อทดลองทำจริงและได้สร้างผลงานขึ้นมาเพื่อนำไปเสนอตอนสมัครงานได้ และพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ รวมถึงการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมนั้นๆ คลุกคลีกับคนในแวดวง จะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และพยายามอาสาทำงานต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ 

สรุปแล้วคงเป็นเรื่องการหาโอกาส สร้างโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ ทำตัวเองให้พร้อมตลอดเวลา เพราะเมื่อมีโอกาสเข้ามาจะได้คว้ามันได้เลย

คุณโอเจ : การไม่มีประสบการณ์ตรง ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะแต่ละตำแหน่งไม่มีเนื้องานเหมือนกันเป๊ะ ดังนั้นเราควรเน้น skill set ที่สำคัญต่อตำแหน่งนั้นมากกว่า เช่น ทักษะ communication / analytical ในมุมข้อมูลและพฤติกรรมต่างๆ

เพราะการสมัครงานคือการ market ตัวเอง ให้คนจ้างซื้อเรา ถ้าเรารู้ว่าหัวใจสำคัญของ pm คืออะไร ก็จะสามารถโน้มน้าวให้เขารับเราทำงานได้

คุณเติร์ก : บริษัทไม่ได้มองหาคนที่มี technical skill สูง แต่ต้องมีทักษะหลายอย่างประกอบกัน ยิ่งมีพื้นฐานความรู้หลายๆ ด้าน จะช่วยเพิ่ม value ให้เรามีภาษีดีกว่าคนอื่น เพราะสามารถวิเคราะห์และคำนวณเวลาทำงานได้ ไม่ใช่เป็นแค่ตัวกลางเฉยๆ รวมถึงทักษะด้าน data analysis ก็เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น

คุณต้า : pm ไม่ใช่แค่ messenger แต่เราต้องวิเคราะห์และช่วยทุกทีมพัฒนาให้งานออกมาดีที่สุดได้ ต้องมีทั้ง technical skill และต้องมีเสน่ห์ในการสื่อสาร เพื่อโน้มน้าวให้แต่ละฝ่ายทำงานได้ตามเป้าหมาย และทำให้ทุกคนอยากทำงานกับเรา ต้องพาทุกคนวิ่งไปพร้อมกัน เพราะฉะนั้น soft skill สำคัญมาก

เวลาสัมภาษณ์บริษัทเขาจะดูว่า คุณมี mindset ของการเป็น pm จริงหรือเปล่า? คุณมี minimum technical background ในเรื่องที่พอจะมาเพิ่ม value ให้กับทีมได้ไหม? ต้องพยายามแสดงให้เห็นว่าเราทำได้จริงๆ


เรื่องราวประสบการณ์ PM ยังไม่จบ! ชม Skooldio Live  ตอนนี้แบบเต็มๆ ได้ที่ https://to.skooldio.com/qYd4hnxsS6


Skooldio Live มีอีกหลายตอนที่น่าสนใจ และช่วยคุณอัพสกิลใหม่ๆ ได้แน่นอน

ไขความลับเทคนิคจิตวิทยาเพื่อทำ UX และ Marketing ให้ปัง! โดย 3 Speaker จาก FINNOMENA X Skooldio X LINE Thailand ซึ่งเชี่ยวชาญทั้งด้าน Marketing, UX และ Behaviour economics
https://to.skooldio.com/qA3vVuCrS6


เฉลยวิธีทำงานให้ลื่นไหลของ Corporate ยักษ์ใหญ่ทีม KBTG และเทคนิคสร้างความเข้าใจให้ตรงกันโดย Startup ไฟแรงทีม Ko-fi เพื่อเรียนรู้การสร้าง Design Workflow ที่ดีว่าเป็นอย่างไร?
https://to.skooldio.com/uimleqXrS6


ฟังบทเรียนหมัดฮุค 🥊 ที่จะปลุกให้คุณลุกขึ้นมาปฏิวัติ Mindset การสื่อสารหลังปลดล็อคโควิด เพื่อพาธุรกิจรอดต่อไปแถมได้ใจลูกค้า จากมุมมองของ 2 กูรู เจ้าของร้านชาบูเพนกวิน และเจ้าของเพจการตลาดวันละตอน
https://to.skooldio.com/LslWcaqsS6