หลายองค์กรกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน ทั้งการหาคนที่มีทักษะตรงความต้องการ การรักษาคนเก่ง และการเตรียมผู้นำรุ่นต่อไป
แต่หากมองให้ลึกลงไป ปัญหานี้อาจไม่ได้เริ่มต้นในวันที่คนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่อาจเริ่มตั้งแต่โครงสร้างประชากรและระบบการเรียนรู้ของประเทศ!
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ได้ชวนผู้บริหารใน Leadership Wisdom Bootcamp รุ่นที่ผ่านมา มองโจทย์สำคัญที่กำลังกระทบอนาคตของประเทศไทย
Table of Contents
ปัญหาประเทศไทย
จากคำอธิบายของ World Bank ไทยถูกจัดเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางสูง แต่ไทยยังคงมีความเหลื่อมล้ำเยอะ เศรษฐกิจไทยมีลักษณะแบบทวิรัฐ กล่าวคือ มีเศรษฐกิจของธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีความพร้อม มีฐานะสามารถปรับตัวได้หมด กับธุรกิจ SME ที่อาจไม่มีความพร้อม ขาดเงิน ขาดเทคโนโลยี ขาดทักษะหรือแรงงาน ฯลฯ อยู่คู่กัน
รวยช้า…แต่ว่าแก่เร็ว
นอกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำแล้ว ประเทศไทยก็มีปัญหาด้านโครงสร้างประชากรด้วย ในขณะที่ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ประชากรเด็กก็น้อยลง ประชากรของไทยเรากำลังค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนประเทศอื่น ๆ ยังคงมีเวลาอีกมาก ดังนั้นไทยเราจะโตแบบเดิม ๆ ไม่ได้
เรียนมากแน่…แต่เรียนรู้น้อย
ผลการประเมิน PISA ของ OECD พบว่าทั้งวิชาคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยเฉพาะความสามารถการอ่านของไทยพบว่าลดลงอย่างรวดเร็ว และมีช่องว่างขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ความรู้ภาษาอังกฤษ ของคนไทยยังคงเป็นโจทย์สำคัญ หากต้องการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก
คนไทยจมอยู่กับความเชื่อหนึ่งที่ว่า ‘คนไทยไม่แพ้ใครในโลก’ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ถูกท้าทายด้วยข้อเท็จจริงมาหลายครั้ง ในแง่ดีความเชื่อนี้ทำให้เรามีกำลังใจ แต่อีกมุมหนึ่งก็ทำให้เราคงอยู่แบบนี้ต่อไปไม่พัฒนาต่อ
ลงทุนกับคน ปั้นคนไทยยังไงให้ไม่แพ้หัวกะทิต่างชาติ
วิธีการที่จะช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตไปต่อได้มีหลายวิธี และหนึ่งในนั้นคือการ ‘ลงทุนในคน’
การลงทุนที่ 1 : ลงทุนในทารกแรกเกิด
เช่น เงินสงเคราะห์บุตร เพราะสุขภาพโดยเฉพาะในวัยเด็กนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เงินสงเคราะห์บุตรนี้เพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับสารอาหารที่ดีขึ้น ได้พบแพทย์และฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น เจ็บป่วยลดลง แม่ก็มีสุขภาพที่ดีขึ้นส่งผลต่อน้ำนมที่ให้ลูก และมีศักยภาพทางการเงินที่ดีขึ้น
การลงทุนที่ 2 : ลงทุนในเด็กปฐมวัย
นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ‘เจมส์ เฮคแมน’ ได้เคยกล่าวว่า การลงทุน ยิ่งลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย ยิ่งคุ้ม และจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำอีกทั้งสามารถพัฒนาสมองได้ ในความเป็นจริงเด็กบางคนก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยคนที่อาจขาดความรู้ในการดูแล ซึ่งหนึ่งในวิธีการแก้ไขปัญหาที่หลายประเทศให้ความสำคัญ คือการให้เด็ก ๆ ได้ไปอยู่ในสถานที่ดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพ ทำให้เด็ก ๆ มี EF (Executive Function) หรือการควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อโตมาจะทำให้เขาสามารถพัฒนาได้เร็ว ควบคุมความประพฤติของตัวเองได้ดี เรียนหนังสือจบและหางานที่ดีได้
ปัจจุบัน Executive Function (EF) ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อการเรียนรู้ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความสามารถในการปรับตัวตลอดชีวิต
การลงทุนที่ 3 : รักษาให้นักเรียนอยู่ในโรงเรียน
ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชน (อายุ 3-18 ปี) หลุดออกนอกระบบการศึกษากว่า 1.02 ล้านคน ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาครอบครัวขาดแคลนทุนทรัพย์ แม้ว่าคุณภาพการศึกษาของไทยยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งพัฒนา แต่การที่เด็กยังอยู่ในโรงเรียนมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ไม่ให้เด็กกลายเป็นเด็กที่อยู่ข้างถนน หรือไม่ให้เด็กไปก่อปัญหาสังคม
การลงทุนที่ 4 : สร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 Attitude + Skill + Knowledge
เด็กรุ่นต่อไปจะไม่ได้อยู่ในศตวรรษที่ 21 เพียงเท่านั้น แต่พวกเขาจะอยู่ถึง ศตวรรษที่ 22 ด้วย โลกจะเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราจึงต้องสร้างทักษะให้คนไทยมี Skill มี Attitude ที่เหมาะสมตั้งแต่เด็ก
เริ่มตั้งแต่สารอาหาร ความอบอุ่น การเลี้ยงดูที่ดี Executive Function ไปจนถึงการสร้างทักษะต่าง ๆ อย่างเช่น การคิดเชิงวิพากษ์ สามารถสื่อสารและทำงานเป็นทีมได้ มีความรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน เป็นต้น และต่อไปเมื่อพวกเขาเข้าสู่ตลาดแรงงาน ก็จะทำให้เขาเป็นพนักงานที่สามารถทำงานได้ดีขึ้นด้วย
การลงทุนที่ 5 : สร้างพื้นที่การเรียนรู้
พื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียนก็สำคัญ เป็นเหมือนพื้นที่ให้เด็กได้เล่นและเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นที่มีห้องสมุดใกล้บ้านและสามารถยืมหนังสือได้ครั้งละจำนวนมาก ทำให้คนรักการอ่าน และส่งผลต่อการอ่านจับใจความ การเข้าใจสิ่งต่าง ๆ และทำให้เขาทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกได้
เพราะการเรียนรู้ในโลกปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่เกิดขึ้นได้ทุกที่ และต้องดำเนินต่อเนื่องตลอดชีวิต
ดังนั้นการลงทุนในคน คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนยาวนานที่สุด ไม่ใช่แค่กับองค์กร แต่กับทั้งประเทศ
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้นำที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยไปด้วยกันใน Leadership Wisdom Bootcamp รุ่นที่ 3










