Hybrid App คืออะไร? ทำไมถึงต้องหันมาใช้?

what-is-hybrid-application | Skooldio Blog - what-is-hybrid-application

ในปัจจุบัน การเติบโตของ Mobile Application นั้นเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการคาดการณ์ของ Statista ในปี 2024 ผู้ใช้ Mobile Application จะสูงถึง 1 พันล้าน User ในขณะที่จำนวน Moblie Application เองก็พุ่งสูงขึ้นในแต่ละปี ทำให้การพัฒนา Application ในปัจจุบันจึงถือว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของหลาย ๆ องค์กร

แต่การที่จะค่อย ๆ เขียน App ทีละแพลตฟอร์มนั้น มันช่างใช้เวลายาวนานเหลือเกิน ซึ่งจริง ๆ แล้วเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีการพัฒนาให้เราสามารถยิงโค้ดชุดเดียว ได้ App หลายแพลตฟอร์มกันเลยทีเดียว

วันนี้ทาง Skooldio จะมาแนะนำรูปแบบการพัฒนา Application ที่กำลังเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งก็คือ Hybrid Application

Hybrid Application คืออะไร?

คุณเคยได้ยินสุภาษิตไทยที่ว่า “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว” หรือไม่… 

Hybrid Application เป็นการผสมผสานระหว่าง Web Application และ Native Application กล่าวคือ เป็นการพัฒนา Application โดยใช้ภาษาที่ใช้พัฒนา Web App เช่น HTML, CSS, JavaScript แต่ก็สามารถดึงความสามารถของ Native เช่น กล้อง หรือ GPS และสามารถทำเป็น Application นำไปลง Play Store หรือ App Store ได้เหมือน​ Native App เช่นกัน เรียกได้ว่า พัฒนาครั้งเดียว ได้ทุกแพลตฟอร์ม กันเลยทีเดียว

ทีนี้ อะไรกันที่ทำให้ Hybrid Application กำลังเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น เรามาดูข้อดีหลัก ๆ ของ Hybrid Application กันดีกว่า ว่าจะถูกใจสายพัฒนา App ขนาดไหน

ข้อดีของ Hybrid Application 

ลองเลื่อนไปมาเพื่อดูความแตกต่างของการพัฒนาระหว่าง Native กับ Hybrid Application ดูสิ
  • Write Once, Run Anywhere: พัฒนาครั้งเดียว สามารถใช้ได้ทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Web App, iOS, Android ฯลฯ ซึ่งทีมนักพัฒนาขององค์กรคุณเพียง 1 ทีม ก็เพียงพอต่อการพัฒนา App จากปกติที่จะมีทีมนักพัฒนา 1 ทีม ต่อ 1 แพลตฟอร์ม
2020-developer-survey | Skooldio Blog - what-is-hybrid-application
Data from Stack Overflow 2020 Developer Survey
  • Use the Talent You Already Have: การพัฒนา Hybrid App นั้น ใช้ภาษาที่คุ้นเคยกับนักพัฒนาอยู่แล้ว เช่น HTML, CSS, JavaScript ซึ่งไม่ต้องเสียเวลา และทรัพยากรในการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับแต่ละแพลตฟอร์มเพิ่มเติม

    อ้างอิงจากสถิติของ Stack Overflow Survey 2020 พบว่า คอมมิวนิตี้ของ Web Developer นั้นใหญ่เกือบ 10 เท่าเมื่อเทียบกับจำนวนนักพัฒนา Native Application อีกทั้งภาษายอดนิยมของนักพัฒนาอันดับ 1 ก็ยังเป็น JavaScript (67.7%) และอันดับ 2 คึอ HTML/CSS (63.1%) อีกด้วย
  • Deliver Great User Experience Across Platforms: ตัว Hybrid App สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้ที่ดี และเท่ากันให้กับทุกคน และทุกแพลตฟอร์ม (Brand Consistency) โดยไม่ต้องคำนึงถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากนัก ซึ่งรวมถึงการอัปเดต App เวอร์ชั่นใหม่ที่สามารถทำได้พร้อมกันในทุกแพลตฟอร์มอีกด้วย
  • Build for the Future: Web เป็นเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วว่า มีความเสถียรสูง และก็มีการพัฒนาอยู่เสมอ การที่เราพัฒนาแอปด้วย Web Standard นั้น เราสามารถมั่นใจได้ว่า App ของเราจะไม่ตกยุค เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามา ก็มักจะมาพร้อมกับการเชื่อมต่อตาม Web Standard ด้วย โดยเราสามารถเลือก Backend ที่จะเชื่อมต่อได้หลากหลาย หรือ Frontend Framework ที่สามารถเลือกได้ตามใจชอบ

ทุกอย่างย่อมีทั้งข้อดี และข้อเสีย Hybrid Application ก็เช่นกัน เรามาดูข้อเสียที่นักพัฒนาควรระวังกันหน่อยดีกว่า

ข้อเสียของ Hybrid Application 

  1. System Overhead: ประสิทธิภาพในการทำงานของ Hybrid Application ในการทำงานหนัก ๆ เช่นงาน Graphic ที่ต้องการการ Render ที่สูงจะด้อยกว่า Native Application 
  2. Plug-In Management: การที่ Hybrid Application จะเข้าถึงฟังก์ชั่นของ Native ได้ ต้องเข้าถึงผ่าน Plug-In ซึ่ง การใช้ Plug-In ที่เยอะมาก ๆ หมายถึงความซับซ้อนของโค้ด (Code Complexity) ก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
  3. Third-Party Dependence: การพัฒนา Hybrid Application นั้น Function หรือ Component ต่าง ๆ ของ Framework ที่ใช้พัฒนา จะขึ้นอยู่กับนักพัฒนา Framework เหล่านั้นเลยว่าจะพัฒนาในส่วนไหนบ้าง

เราได้ดูทั้งข้อดี และข้อเสียของ Hybrid Application กันไปแล้ว จากการวิเคราะห์ทั้งข้อดี และข้อเสีย เราขอสรุปมาให้ว่า ใครกันนะ ที่เหมาะกับการพัฒนา Application แบบ Hybrid บ้าง

Hybrid Application เหมาะกับใครบ้าง?

business | Skooldio Blog - what-is-hybrid-application
Business photo created by rawpixel.com – www.freepik.com

องค์กร หรือ Start-up ที่มีสายอาชีพ Front-End Developer, Software Engineer, Software Developer, Web Programmer, Web Developer ที่สนใจสายงานด้าน Application/Web Application ที่

  • ต้องการพัฒนา Application ที่ไม่ต้องใช้ประสิทธิภาพในการทำงานจาก Hardware มากนัก (ตัวอย่างของ App ที่ต้องการประสิทธิภาพในการทำงานสูง เช่น เกม หรือแอปที่เกี่ยวข้องกับ Graphic สูง ๆ ฯลฯ) และต้องการความรวดเร็วในการพัฒนา เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับองค์กรตนเอง โดยไม่เสียประสบการณ์การใช้ของ User
  • ต้องการพัฒนา Application ที่ใช้กันเองภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรโดยรวมได้มากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงแพลตฟอร์มของคนในองค์กร
  • ต้องการเริ่มพัฒนา Application หรือมีทีมนักพัฒนาไม่เยอะมาก แต่ต้องการพัฒนา Application บนทุกแพลตฟอร์มโดยไม่ต้องขยายทีม
  • ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดเวลาในการทำงาน และต้องการขยายโอกาสในการทำงานของตน

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ถ้าอยากพัฒนา Application ที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ง่ายต่อการอัปเดต และใช้ทรัพยากรไม่สิ้นเปลือง ก็แนะนำ Hybrid Application เลย

Hybrid Application Framework

framework | Skooldio Blog - what-is-hybrid-application
ตัวอย่าง Framework ได้แก่ Flutter, Xamarin, React Native และ Ionic

ในการพัฒนา Hybrid Application นั้น ย่อมต้องมีเครื่องมือ (Framework) ในการพัฒนา เพื่อให้ Application เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยตัว Hybrid Application Framework ที่นักพัฒนาใช้กันในปัจจุบันก็จะมีหลากหลาย เช่น Flutter, Xamarin, React Native หรือแม้แต่ Ionic ที่สามารถใช้ร่วมกับ React ในการพัฒนาได้


หากสนใจที่จะพัฒนา Hybrid Application แต่ไม่รู้จะจับต้นชนปลายอย่างไรดี…

ทาง Skooldio ก็มีแพ็คเกจดี ๆ ที่จะสามารถทำให้คุณ พัฒนา Application ครั้งเดียว ใช้ได้ทุกแพล็ตฟอร์ม โดยใช้ Ionic React Framework (2 คอร์สออนไลน์ + 1 Live Workshop)

อย่ารอจนทุนสนับสนุนหมด สมัครเลย!!  >> Ionic React Bundle

หรือถ้าเคยเรียน หรือใช้ React อยู่แล้ว ก็สมัครได้นะ >> Ionic React Bundle (สำหรับผู้ที่เคยใช้ React) (1 คอร์สออนไลน์ + 1 Live Workshop)