BusinessDesign

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE!

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

ทำไมขนมเบบี้เอแคลร์ที่ Lineman x After You ถึงฮิตจนขาดตลาด และขายดีอันดับ 1 ในปี 2019 ด้วย Orders กว่า 600,000 ชิ้น?

ทำไมแค่ปรับลดตัวเลือกในหน้าแอป Finnomena ถึงเพิ่มยอด Conversion ได้เป็นเท่าตัว?

มาไขความลับ 5 เทคนิคจิตวิทยาเพื่อทำ UX และ Marketing ให้ปัง! กับบทความสรุปประเด็นจาก Skooldio Live เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา โดย 3 Speaker จาก Finnomena X Skooldio X Line ซึ่งเชี่ยวชาญทั้งด้าน Marketing, UX และ Behaviour economics

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

🔸 คุณกวินทร์ สวัสดิ์ศรี อดีต Marketing Manager at LINE Thailand บริษัทแชทยักษ์ใหญ่ที่เป็น Super-app แนวหน้าของไทย

🔸 คุณแก๊บ ณพวัฒน์ มุกตพันธุ์ Chief eXperience Officer at FINNOMENA สตาร์ทอัพสาย Fintech ชื่อดังที่มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการรวม 8,300 ล้านบาท

🔸 และคุณก๊อฟ ภานุวัฒน์ สัจจะวิริยะกุล Behavioural Economist อาจารย์ผู้สอน Psychology and UX หนึ่งในคอร์สที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดจาก Skooldio

ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มเรียนรู้เทคนิคจิตวิทยาทั้ง 5 กันได้เลย

1. ทฤษฎี Time Threshold

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

เมื่อสมองเจอเหตุการณ์อะไรบางอย่าง จะมีเรื่องของเวลามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตัวเลขเวลาที่สำคัญในแง่การทำ UX มีดังนี้

⏱️ 0.1 วินาที : ถ้ามี 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างกัน 0.1 วินาที สมองจะคิดว่าเกิดขึ้นพร้อมกัน

⏱️ 1 วินาที :  การนิ่งเงียบเพียง 1 วินาที ทำให้คนเราอึดอัดได้ (เช่น ระหว่างพูดคุยกัน จนกลายเป็น Conversation Gap)

⏱️ 10 วินาที : คือเวลาที่คนเราสามารถจดจ่อกับบางเรื่องได้ดีที่สุด

⏱️ 1-10 วัน : คือเวลาที่คนเราใช้ตัดสินใจต่อเหตุการณ์สำคัญ

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้กับ UX : 

หลังจากผู้ใช้คลิกเมาส์แล้ว ภายใน 0.1 วินาที ควรมีแอคชั่นบางอย่างแสดงขึ้นมา เช่น Busy Indicator (สัญลักษณ์ Spinner หรือ นาฬิกาทราย) เพื่อให้รู้ว่าขั้นตอนกำลังดำเนินการอยู่ 

ถ้าแอปโหลดนานกว่า 1 วินาที ควรแสดงเป็น Progress Bar ขึ้นมา เพื่อโชว์ให้เห็นว่าแอปไม่ได้ค้าง 

กรณีที่โหลดนานเกิน 10 วินาที ควรแสดงตัวเลือกให้ผู้ใช้ไปทำอย่างอื่นได้ โดยไม่ปิดแอปเราทิ้ง เช่น ย่อหน้าโปรแกรมลงได้ หรือเข้าไปรันใน Background Process ได้

ส่วนระยะเวลา 1-10 วัน ปรับใช้ได้เมื่อเราขายสินค้าราคาสูง ซึ่งครั้งแรกที่ลูกค้าเข้าแอปควรเก็บ Lead ไว้ จากนั้นคอยส่งคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์หรือตรงกับความสนใจไปให้ลูกค้าเรื่อยๆ เช่น บทความ หรือคลิป live ฝากคำถาม ส่วนลูกค้าที่มี  Potential สูง อาจใช้วิธีโทรติดต่อโดยตรง


2. ทฤษฎี Hick’s Law

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

ยิ่งตัวเลือกเยอะ คนยิ่งใช้เวลาตัดสินใจเยอะ ตัวอย่างแอป Finnomena ปรับ Journey จากเดิมที่บังคับให้ผู้ใช้งานวิ่งไปหน้าแสดงแผนลงทุนกว่า 26 แผน ให้มีหน้าแทรกมาคั่นและแสดงเพียง 2 ตัวเลือกแทน คือเลือกแผนลงทุนหรือตรงไปเปิดบัญชีเลย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้คนที่ตั้งใจเข้ามาลงทุนและมีแผนในใจแล้ว ผลลัพธ์คือสามารถสร้าง Conversion ได้มากขึ้นเป็นเท่าตัว

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog
หน้าแอปแสดงแผนลงทุนกว่า 26 แผน ที่แต่เดิมบังคับให้ผู้ใช้ทุกคนเข้ามาที่หน้านี้
สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog
หน้าแทรกคั่นที่ปรับลดเหลือ 2 ตัวเลือก เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ที่ตั้งใจเข้ามาลงทุน และมีแผนในใจแล้ว

3. ทฤษฎี  Fomo (Fear of Missing Out)

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

คนมักจะกลัวการตกกระแสหรือพลาดอะไรบางอย่าง เช่น แคมเปญ  12.12, 3.3 ของ lazada หรือโปรโมชั่น Flash Sale ทำให้คนเคยชินว่ามีเมื่อมีแคมเปญเหล่านี้จะต้องรีบไปถล่มซื้อ เพราะราคาถูกกว่าปกติมาก ซึ่งต่อให้ทีม Marketing ลองเสนอส่วนลดต่ำลง ก็มีโอกาสที่คนจะซื้อเยอะเหมือนเดิม เนื่องจากสมองจำไปแล้วว่าช่วงนี้เซลล์กระหน่ำ

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

หรือเคสของ Lineman x After You ขายขนมเบบี้เอแคลร์ Liimited จนเกิดปรากฎการณ์สินค้าขาดตลาด แต่แทนที่จะเกิด Negative Feedback กลายเป็นคนไปตามหาซื้อกันจ้าละหวั่น เพราะรู้สึกว่าตัวเองตกเทรนด์ สรุปแล้วขนมเบบี้เอแคลร์ทำยอดขายไปกว่า 600,000 ชิ้น! และเป็นเมนูขายดีอันดับ 1 ในปี 2019 ของ Lineman อีกด้วย


4. ทฤษฎี Scarcity

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

เมื่อคนรู้สึกขาดแคลน สินค้าจะยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การทดลองให้ชิมคุ้กกี้จากโหลที่เหลือมากกับเหลือน้อย ผลปรากฎว่าคนจะรู้สึกว่าโหลที่เหลือน้อยรสชาติอร่อยกว่า และประเมินว่ามีราคาแพงกว่า ทั้งที่เป็นคุ้กกี้แบบเดียวกัน

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

หรือตัวอย่างของ Campbell Soup ที่ทดลองติดป้ายกับซุปแบบเดิมว่าห้ามซื้อเกิน 12 ชิ้น ก็ทำให้ยอดขายเฉลี่ยดีขึ้น เพราะคนรู้สึกกลัวว่าสินค้าจะหมดเสียก่อน


5. ทฤษฎี  Similarity-attraction effect

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

คนมักจะเสพข้อมูลที่ใกล้ตัวเรา หรือสิ่งที่เราอินต่อเรื่องนั้นๆ ได้ง่ายกว่า เช่น ถ้าเราชอบหนัง Star Wars ก็จะชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Star Wars ด้วยเช่นกัน หรือถ้าเป็นคนเล่นหุ้น ก็มักจะสนใจเนื้อหาเกี่ยวกับหุ้นที่เราลงทุนไป

สรุป 5 เทคนิคจิตวิทยาทำ UX และ Marketing ให้ปัง จาก Skooldio LIVE! | Skooldio Blog

Case Study ระดับโลก ที่นำเทคนิคนี้ไปปรับใช้จนประสบความสำเร็จ คือแบรนด์ Aerie บริษัทจำหน่ายชุดชั้นในสำหรับสาวพลัสไซส์ สร้าง Aerie Real Campaign เน้น Execution ที่สื่อสารเรื่องความเรียล ให้คุณสวยในแบบที่เป็นตัวเอง ทำให้คนทั่วไปรู้สึกเข้าถึงได้ ไม่ใช่นางฟ้าในความฝัน

ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้ปังมาก! จน Aerie กลายเป็นแบรนด์ดังและขึ้นแท่นคู่แข่งแบรนด์ Victoria’s Secret ซึ่งทฤษฎีนี้สามารถนำไปปรับใช้กับการทำคอนเทนต์ให้  Relevant หรือตรงกับ Insight ของคนได้มากขึ้น


ไอเดียดีๆ แบบนี้ ไม่ได้จบแค่ในบทความเท่านั้น ยังมีเทคนิคจิตวิทยาที่น่าสนใจอีกมากมาย เข้าไปชมคลิปย้อนหลังเวอร์ชั่นเต็มได้ที่ https://to.skooldio.com/TV24xg0OO4


แค่รู้หลักจิตวิทยา คุณก็ทำ UX และ Marketing ได้ดีกว่าเดิม 🔥 วันสุดท้าย 🔥 Early Bird ส่วนลด 2,000 บาท ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้! คอร์สแรกในไทย! ที่สอนหลักจิตวิทยาเพื่อพัฒนา Digital Product ให้ดึงดูดใจ โดยผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการถึง 3 ศาสตร์ในคอร์สเดียว
.
ทั้ง Behavioral Economist 🔸 Data Scientist 🔸 UX Designer กับเวิร์กชอป “Psychology and UX รุ่นที่ 11” 🤩 ออกแบบธุรกิจด้วยหลักจิตวิทยา
.
🚨 วันสุดท้าย 🚨 Early Bird ส่วนลด 2,000 บาท เพียงกรอกโค้ด PSYUX11 (เฉพาะในนามบุคคลธรรมดาเท่านั้น) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Psychology and UX รุ่น 11

You may also like

Behavioural Science คืออะไร
Business

Behavioural Science คืออะไร มารู้จักกับเครื่องมือออกแบบพฤติกรรมกันดีกว่า

เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่ารู้ทั้งรู้ว่าการลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ดี แต่ทำไม่ได้สักที หรือบางทีอยากออมเงินให้ได้ตามเป้า แต่ก็ล้มเหลวไปซะทุกที แต่พอมาใช้ Application กลับช่วยให้เราเดินตาม Resolution ได้ง่ายขึ้น เหมือนตั้งใจออกแบบมาให้เราปรับพฤติกรรมโดยเฉพาะ หรือนโยบายบางอย่างขององค์กรทำไมถึงตอบโจทย์พนักงานขนาดนี้นะ  มารู้จักกับเทคนิคเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้กันว่า Behavioural Science ...
Business

ส่อง Data ครบรอบ 5 ปี Skooldio เติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง?

Skooldio เริ่มก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคมปี 2017 เริ่มกันด้วยทีมเพียงไม่กี่คน ที่มี Passion ร่วมกัน คือการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้มีสกิลที่เป็นที่ต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เราได้ผจญภัยกับการเริ่มต้น เป็นแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์เจ้าแรกๆ ของไทย ...

More in:Business

เจาะลึก Skooldio For U โปรเจกต์ช่วยนักศึกษาฟรี ๆ ให้มีทักษะที่โลกการทำงานยุคใหม่ต้องการ - Skooldio Blog | Header Image Business

เจาะลึก Skooldio For U โปรเจกต์ช่วยนักศึกษาฟรี ๆ ให้มีทักษะที่โลกการทำงานยุคใหม่ต้องการ

ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 ที่วิกฤต Covid-19 รุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อสังคมมากมาย ทั้งผู้ประกอบการ ร้านค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะการเรียนการสอน  ก็ต้องรีบปรับตัวให้เหมาะกับรูปแบบออนไลน์  ต้อง  ซึ่งปัญหาหลักที่พบคืออาจารย์ส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นชินกับการให้ความรู้ผ่านหน้าจอ ที่ต้องใช้ทักษะแตกต่างจากการสอนในคลาสปกติมากทีเดียว   ...
อัปสกิล Data เปลี่ยน HR ธรรมดาสู่ “People Analyst” | Skooldio Blog Data

อัปสกิล Data เปลี่ยน HR ธรรมดาสู่ “People Analyst”

ในแต่ละบริษัท ฝ่าย Human Resource ถือเป็นอีกทีมหนึ่งที่เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จขององค์กร เพราะถือเป็นฝ่ายที่ดูแลทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร นั่นก็คือ “ทรัพยากรมนุษย์” เพราะฉะนั้นหากการตัดสินใจของทีม HR เป็นการตัดสินใจด้วยความรู้สึก หรือใช้ Gut Feeling อยู่ละก็ ...
รู้จักอาชีพสุดฮอตปี 2022 Sale Analyst ตำแหน่งที่ทุกบริษัทตามหา | Skooldio Blog Data

รู้จักอาชีพสุดฮอตปี 2022 Sales Analyst ตำแหน่งที่ทุกบริษัทตามหา

ทุกคนเคยสังเกตไหมว่า  Sales  ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เสนอขายสินค้าให้กับทุกคนที่เดินผ่าน  ไม่ได้โทรหาทุกคนที่เขามีเบอร์โทรศัพท์ และไม่ได้ส่งอีเมลหาลูกค้าทุกคน เพราะอะไรเขาถึงปล่อยโอกาสการเข้าถึงลูกค้าไปแบบนั้น?  จริงๆ แล้ว การเสนอขายสินค้าหรือบริการนั้น ถ้าทำแบบไม่มีแบบแผนก็คงจะเหนื่อย และสิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือ อาจจะขายได้ไม่คุ้มเหนื่อยก็ได้  เพราะเวลา และแรงของ Sales ...

Comments are closed.