ถ้าคุณอยากรู้วิธีนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ นี่คือโพสต์ที่คุณต้องอ่าน!

สรุปกลยุทธ์ใช้ Generative AI จาก McKinsey & Company ในงาน The Secret Sauce Summit 2023

ประสิทธิภาพของ Generative AI ที่พัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดได้เปลี่ยนข้อกังขาว่าอาจเป็นได้แค่เทรนด์ระยะสั้น สู่การมองหาแนวทางการเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีนี้ให้ประสบความสำเร็จ

ต่างจากโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบเดิม Generative AI ทำงานได้ดีกับ unstructured data เช่นรูปภาพ ข้อความต่าง ๆ โดยที่ไม่เพียงจำแนกและทำนายค่าแต่ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากชุดข้อมูลที่เรียนรู้ได้ จึงทำให้หลายอุตสาหกรรมเริ่มนำมาใช้เพื่อความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของธุรกิจ เช่น ภาคการเงินที่มี Morgan Stanley ที่ใช้ GPT-4 มาสร้าง AI Assistant ช่วยผู้บริหารความมั่งคั่งให้คำปรึกษาลูกค้า ไปจนถึง ฝั่งการแพทย์ที่มี Astrazeneca พัฒนาโมเดล Generative Ai คิดค้นยารักษาโรคตัวใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศักยภาพที่ปลดล็อกขีดจำกัดการทำงานของ Generative AI ได้เพิ่มมูลค่าธุรกิจขึ้นอย่างมหาศาลมากถึง 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยสายงานที่ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ Sales & Marketing, Software Engineering, Product R&D และ Customer Operation

ส่วน 3 อันดับของภาคอุตสหากรรมที่ได้ Generative AI สร้างมูลค่ามากที่สุดคือ เทคโนโลยีขั้นสูง (Hi-Tech) ตามด้วย ร้านค้าปลีก (Retail) และ การธนาคาร (Banking) แต่ในภาพรวม Generative AI จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนแทบทุกสายงานและภาคธุรกิจ

โดย McKinsey ได้สรุปกลยุทธ์การใช้ประโยชน์ Generative AI มาเป็น 4 มิติของการทำงาน เรียกว่า 4C’s

  1. Concision (Virtual Expert): ดึงข้อมูลมาวิเคราะห์หรือสรุป จาก Data Sources อย่างแม่นยำ
  2. Creative Content : ทำคอนเทนต์เชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบ ตัวหนังสือ ภาพ กราฟฟิกสำหรับสื่อสารตาม prompt/brief ที่สั่ง
  3. Coding & Software : เขียนโค้ดเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ Refactor Code ให้อ่านง่าย จัดการง่ายขึ้น
  4. Customer Engagement : บริหารความสัมพันธ์ของลูกค้า ผ่านการตอบโต้แบบอัตโนมัติ เช่นใช้ AI ทำ Chatbot

หากคุณรู้จัก ChatGPT ใช้งานให้เป็นแบบมือโปร คลิกที่นี่


หรืออยากเรียนรู้ พร้อมติดสปีดการทำงานด้วย ChatGPT Prompts กว่า 40แบบ ดูที่นี่เลย!

More in:Productivity

Comments are closed.