ทางรอดยุค AI ฉบับ ‘คนธรรมดา’ สรุปเซสชัน พี่โจ้-ธนา | KBTG Techtopia x Skooldio

สรุปเซสชัน (Normal) Human playbook in the age of AI โดยคุณโจ้ – ธนา เธียรอัจฉริยะ Chairman of the Board of Directors & Independent Director, Bluebik Group PCL และเจ้าของเพจ “ เขียนไว้ให้เธอ ” ในงาน 𝗞𝗕𝗧𝗚 𝗧𝗲𝗰𝗵𝘁𝗼𝗽𝗶𝗮: 𝗛𝘂𝗺𝗮𝗻 𝗼𝗳 𝗧𝗼𝗺𝗼𝗿𝗿𝗼𝘄

คุณโจ้เล่าว่าเขามีความกังวลในฐานะมนุษย์ว่าเหนื่อยมากกับการตาม AI ไม่ทัน คุณโจ้เล่าว่า 3 เดือนที่แล้ว ลูกสาวที่เรียนที่เมลเบิร์น ได้ส่งการบ้านมาให้คุณโจ้ช่วยตรวจให้ คุณโจ้ก็ได้ลองใช้ AI ช่วยตรวจการบ้าน ช่วยคอมเมนต์งานให้ ปรากฏว่าลูกสาวก็ดูออกว่าคุณโจ้ใช้ AI

รู้ตัวอีกที คุณโจ้มองว่าความน่ากลัวของการใช้ AI บ่อย ๆ คือการที่เราจะกลายเป็นมนุษย์ที่อ่อนล้าทางสติปัญญา ทำงานแล้วมีอะไรก็ให้ AI ช่วยคิด ซึ่งที่จริง AI ฉลาดมาก แต่พอเราใช้ AI เยอะ เราเองก็จะเสียเรื่องการ Critical Thinking

4 สิ่งที่หายไปในยุค AI

  • First principle – สกิลในการเอ๊ะ และการคิดตาม Logic
  • Deep focus – เป็นสิ่งที่หายไปนานแล้วตั้งแต่มี Social Media
  • Sense making – อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จางหายไปเยอะ
  •  Intelligence discomfort intorelence – การอยู่กับปัญหาที่ต้องแก้

ธรรมชาติของมนุษย์เวลาเราเห็นอะไรบางอย่าง เราจะพยายามนั่งคิดทบทวน เช่น นักปรัชญาสมัยก่อน ที่ครุ่นคิดปัญหาเป็นเดือน ๆ กว่าจะได้คำตอบออกมา แต่พอเรามีเครื่องมือ หรือ intelligence ชนิดใหม่เข้ามา ก็ทำให้เราคิดน้อยลง

Good Day, Bad Day คืออะไร?

คุณโจ้ชวนเราคิด คุณซิกเว่เคยถามคุณโจ้ว่า What is your good day? คุณโจ้ก็บอกว่าคือการได้ใช้ชีวิตปกติ ทำงานปกติ กลับบ้านเล่นกับลูก

แต่มุมคุณซิกเว่มองว่านี่คือ Bad Day เพราะในวันนั้นเราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย วันที่มีความเครียดในระดับที่พอดี และการได้ตกผลึกทางความรู้ต่างหากคือ Good Day สำหรับคุณซิกเว่

ทว่าทุกวันนี้เราใช้ AI จนชีวิตเราง่ายมาก จนจาก Good Day กลายเป็น Bad Day ไปแล้ว

ถ้าเราจะเป็นมนุษย์ที่อยู่รอดในยุค AI ต้องทำอย่างไร?

คุณโจ้คิดว่า AI คือ pattern + data ดังนั้นใครที่ทำอะไรเป็น pattern กับ data ก็จะสู้ AI ไม่ได้ นอกจากนี้ คนที่เก่งลึกแค่ทักษะเดียว ก็จะถูก AI แทนที่ไป

มนุษย์ที่จะรอดได้ คือคนที่มี “จุด” มากพอ แล้วทำการลากเส้นเชื่อมโยงจุด ในสิ่งที่ AI เชื่อมโยงไม่ได้ โดยจุดเหล่านี้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1). ทักษะ – เก่งหลาย ๆ ทักษะ และไม่ต้องเกี่ยวกันก็ได้ เช่นคุณโจ้เล่าว่าตัวเองเก่ง Finance, Storytelling เป็นต้น

2). ประสบการณ์ – ยิ่งเราเจอมามาก เจ็บมาก หรือ Discomfort เยอะ ๆ พอเราผ่านมาได้ เราจะจำได้ดี

ประสบการณ์ที่แท้จริงเกิดจากการลองทำผิดพลาด การกล้าออกจาก Comfort Zone ไปในจุดที่คนอื่นไม่ไป เพื่อให้เกิดบทเรียนและสร้างจุดใหม่ ๆ ให้ชีวิต

3). ผู้คน – ความสามารถในการเป็นแรงดึงดูดผู้คนเข้ามาในชีวิต หรือการเป็น “Giver”

ทักษะ – ถ้าเราจะรอดในยุคนี้ต้องมีสกิลหลาย ๆ แบบด้วย Skill Stacking

ยกตัวอย่างเช่น Steve Jobs ที่เคยเรียน Caligraphy เอามาเขียนโปสเตอร์ จนเก่งกว่าคนอื่น ๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นหากินได้ ซึ่งในตอนนั้น Steve Jobs ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเรียนไปทำอะไร เพราะก็ไม่ได้เก่งจนนำไปใช้วาดโปสเตอร์ขายได้ แต่ 8 ปีต่อมาเมื่อเขาได้สร้างคอมพิวเตอร์ เขาจึงนำความรู้ Caligraphy มาผสานกับการสร้างคอมพิวเตอร์ ทำให้ Apple เป็นคอมพิวเตอร์ที่ชนะในตลาด การผสมผสานแบบนี้ แม้แต่ AI ก็ทำไม่ได้

หรือคุณมาดามรถถัง ก็มีหลาย Skills ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการขาย โดยมาดามรถถังเคยมีโอกาสไปเปิดบูธขาย War Product ที่ UAE แต่ก็ไม่มีใครซื้อ เพราะประเทศไทยไม่ได้มีประวัติการรบที่โดดเด่น แต่สิ่งที่ทำให้มาดามขายได้ คือการที่เคยเรียนดูดวง จึงมีบริการดูดวงให้กับลูกค้า จนสุดท้ายลูกค้าที่ UAE ก็ติดใจ และใช้บริการดูดวงของมาดามรถถัง

ซึ่ง Skill ที่เราเรียนรู้ สามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทย่อย ๆ ได้แก่

1. Needed Skill: สกิลที่จำเป็นต้องรู้ในการทำธุรกิจหรือการใช้ชีวิต เช่น Finance, วิศวกรรม, AI

2. Wanted Skill: ทักษะที่ชอบ เช่น Skill ดูดวง ทำกับข้าว ไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกันบ้าง ขอแค่อยากรู้หรือชอบก็พอ

3. Meta Skill: เช่น Storytelling, Negotiation เป็น Skill ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน หรือศิลปะในการฝึกมาก

ประสบการณ์

หลายคนเข้าใจว่าทำงานสิบปี = มีประสบการณ์สิบปี แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป ถ้าในสิบปีนั้นเราทำงานเดิม ๆ ก็เหมือนมีประสบการณ์แค่เท่ากับ 1 ปี แบบนี้จะโดน AI แทนได้ง่ายมาก เราต้องหาวิธีว่าจะทำยังไงให้เรามีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ

ความสำเร็จมาจากการตัดสินใจที่ถูก
การตัดสินใจที่ถูก มาจากประสบการณ์
ประสบการณ์มาจากการตัดสินใจที่ผิด

แต่ปัจจุบันประสบการณ์เดิมไม่ได้ใช้ได้ทั้งหมด เราต้องเอาตัวเองออกไปเพื่อกล้าผิดอีกครั้ง ออกไปเจอคน Gen ใหม่ ๆ สายงานที่ไม่เคยทำ หรือไปในที่ ๆ ทำให้เราตัวเล็ก “จุด” ถึงจะเกิด

ผู้คน

เราต้องเป็นคนที่สามารถดึงดูดผู้คนมาสร้างประโยชน์ร่วมกันกับคนอื่นได้

คุณโจ้ยกตัวอย่างเคสของคุณนาม เจ้าของแบรนด์ Tofusan

คุณนาม Develop สูตรน้ำเต้าหู้ แต่ว่าพอได้สูตรมาแล้วเงินหมดพอดี ไม่มีเงินผลิต lot แรก ทว่าสุดท้ายเขากลับได้เงินมาจากโรงงานแห่งหนึ่งที่เจ้าของเห็นความตั้งใจของคุณนาม เลยทำให้เขายอมออกค่าผลิตให้ก่อน สิ่งนี้คือความเป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถเกิดจาก AI ที่ไม่รู้บริบทได้

นอกจากนี้คุณโจ้ยังได้ยกตัวอย่างเคสของคุณปลา iberry

ในตอนนั้นคุณปลาได้ทำ Café Pla ที่สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งตอนนั้นร้านไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีเชฟคนนึงมาช่วยตลอด พอร้านปิดตัว คุณปลาเลยถูกใจเชฟคนนี้และคุยกับเชฟว่าอยากทำเมนูอะไรเป็นพิเศษไหม เชฟบอกว่าอยากทำก๋วยเตี๋ยว เลยเป็นจุดเริ่มต้นของทองสมิทธ์ที่ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

Likeability Skill

คุณโจ้เล่าว่าความลับในการประสบความสำเร็จในชีวิต ในสูตรของ Warren Buffet คือการที่เราเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่พาเราขึ้นสูง เป็นบวก เป็นกัลยาณมิตรต่อเรา

แต่คุณโจ้ก็ได้ชวนถามว่า การที่เราไปอยู่ในคนกลุ่มนั้น เราได้ทำตัวให้เขาอยากอยู่ด้วยไหม?

การที่เราทำให้เขาอยากอยู่กับเราได้ นั่นคือการมี Likeability

เคล็ดลับสู่การเป็นมนุษย์ที่มีจุดเยอะ

ถ้าเราอยากเป็นมนุษย์ที่มีจุดเยอะพอ เราต้องมี Resources ดังนี้
1). มีเงิน – แต่ใช้เยอะก็หมด
2). มีเวลา – แต่ถ้าไม่ใช้ จะเก็บสะสมก็ไม่ได้
3). มีแรง – แปลกที่ยิ่งใช้ จะยิ่งมีเยอะ

แต่ในทางกลับกัน Asset ที่ดีที่สุดของคนใกล้จะจากโลกนี้ไปคือ “ความทรงจำที่ดี”

ให้เรานำทั้งหมดนี้ไปสะสมคำขอบคุณ ไปทำให้คนรู้สึกขอบคุณเรา ไปทำให้เกิดจุด

สิ่งที่คนส่วนมากมักเสียดายในวันที่สายไป

คุณโจ้เล่าถึงหมอแนต นิษฐา ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยที่ใกล้จากโลกนี้ไป

หมอแนตเล่าว่าเคยอ่านบทสัมภาษณ์จากหนังสือ ซึ่งตอบเหมือนกันกับตัวหมอเองว่าสิ่งที่ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะเสียใจมากที่สุดคือ เสียใจที่ตอนมีชีวิตอยู่ ทำงานหนักไปจนลืมมีเวลาให้ครอบครัว, รู้งี้พาครอบครัวไปเที่ยวดีกว่า, รู้งี้พาลูกไปเที่ยวตอนยังเด็กดีกว่า

แล้วถ้าเราอยากจากไปอย่างมีความสุข ต้องทำอย่างไร ?

คำตอบคือต้อง “อยู่ดี” ก่อน การอยู่ดีคือ การอยู่แล้วเป็นโชคดีของผู้อื่น คือการเป็นคนที่คนอื่นอยู่กับเราแล้วเขารู้สึกว่าโชคดีจังที่เขาได้เจอเรา

เช่น เจ้านายรู้สึกโชคดีจังที่ได้ทำงานกับเรา หรือเป็นพ่อแม่ที่ลูกบอกว่าโชคดีจังที่ได้เป็นลูกของพ่อแม่

สุดท้ายนี้คุณโจ้ฝากไว้ว่าถ้าอยากมีชีวิตรอดในยุค AI ตื่นเช้ามาต้องมี 3 อย่างนี้

  1. Curiosity – ความสงสัยอยากรู้จากตัวเราเอง ไม่ใช่ให้ Algortihm พาเราไป
  2. Discipline – ความมีวินัย เช่น การออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการสอนร่างกายเรื่องการทำซ้ำ และได้อะไรบางอย่างมา
  3. Empathy – การมีความเข้าใจในผู้อื่น และเป็นความโชคดีในชีวิตของผู้อื่น

ดังนั้นตื่นเช้ามาให้ลองทบทวน 3 อย่างให้เหมือนกับแปรงฟัน

“เราอยากรู้ด้วยตัวเองไหม?”
“เรามีวินัยไหม?”
“เราพยายามเข้าใจผู้คนมากขึ้นไหม?”

More in:Lifestyle

Comments are closed.