Skooldio สรุปเซสชัน What Should Remain Deeply Human? โดยคุณเอ๋ นิ้วกลม – สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียนและเจ้าของเพจ Roundfinger ในงาน 𝗞𝗕𝗧𝗚 𝗧𝗲𝗰𝗵𝘁𝗼𝗽𝗶𝗮: 𝗛𝘂𝗺𝗮𝗻 𝗼𝗳 𝗧𝗼𝗺𝗼𝗿𝗿𝗼𝘄
เราจะกลับมาเป็นมนุษย์ได้อย่างไร ?
คุณเอ๋เริ่มจากภาพฟ้าผ่า คุณเอ๋เล่าว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณเอ๋เจอฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง คุณเอ๋จึงเกิดสงสัยในใจว่าคนเราทุกวันนี้ได้เห็นฟ้าผ่ามากน้อยแค่ไหนกัน
ในแง่ของที่มา คนไทยอธิบายฟ้าแลบด้วยเรื่องเล่าเมขลาถือดวงแก้วลอยบนท้องฟ้า และมีรามสูรขว้างขวานออกไป ส่วนในฝั่งแถบสแกนดิเนเวีย ฟ้าผ่าจะเป็นเรื่องของเทพเจ้า Thor
เราจะสังเกตเห็นได้ว่าสิ่งนี้เกิดในแทบทุกอารยธรรม เวลาที่เรามองบนท้องฟ้า มนุษย์จะอธิบายเป็นเรื่องสนุก เป็นตำนาน
คุณเอ๋ได้ไปพบกับนักโบราณคดีที่ศึกษาอารยธรรมในถ้ำลาสโกซ์ที่ฝรั่งเศส ด้านในมีภาพวาดของมนุษย์ยุคโบราณ ที่วาดภาพสัตว์ต่าง ๆ เอาไว้ แต่นอกจากภาพสัตว์ นักโบราณคดีได้สังเกตเห็นจุด 6 จุด ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น Pattern จุดของดาวลูกไก่
สิ่งนี้สัมพันธ์กับฤดูกาลที่เหล่าสัตว์ออกมาผสมพันธุ์ แสดงให้เห็นว่าชาวถ้ำมีการวาดรูปสัตว์ต่าง ๆ โดยมีลำดับเดือนในการวาดไม่เท่ากัน เพราะในช่วงปีนั้น สัตว์แต่ละชนิด มีฤดูผสมพันธุ์ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจุดทั้ง 6 บนท้องฟ้า อาจสื่อถึงการบันทึกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างบนท้องฟ้าในช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย
คุณเอ๋มองว่าดวงดาวต่าง ๆ ใกล้ชิดชีวิตเรามาก เราพบมันบนโลโก้รถ Subaru หรือกระทั่งการ์ตูนหมัดเพชฌฆาตดาวเหนือ
นี่แหละคือเสน่ห์ของความเป็นมนุษย์
มนุษย์มองขึ้นไปบนฟ้า และเชื่อมโยงว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร เรามีความงง สงสัย และสังเกต รวมถึงพยายามหาข้อสรุป
แน่นอนว่าทุกวันนี้ถ้าเราอยากรู้ว่าดาวจะเคลื่อนที่อย่างไร ในฤดูไหน หรือดูอย่างไร แค่ถาม AI ก็รู้แล้ว แต่ความสะดวกตรงนั้นนี่แหละ ที่ทำให้ความเป็นมนุษย์นั้นหายไป
AI อาจะบอกได้ว่าวันนี้ลมจะพัดแรงแค่ไหน ผีเสื้อบนโลกนี้มีกี่ชนิด แต่มันไม่ใช่ชีวิต สิ่งที่เป็นชีวิต หรือการคงความเป็นมนุษย์ คือการที่เรายังคงหายใจ และรับรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกันต่างหาก
[1] ความเป็นมนุษย์กับการเชื่อมโยง (Disconnect / Reconnect)
คุณเอ๋เลยอยากชวนคุยว่า ความเป็นมนุษย์ไม่เคยแยกขาดจากสิ่งอื่น
มนุษย์อยู่ท่ามกลางสรรพสิ่ง ฉะนั้นมนุษย์จึงไม่เคยที่จะโดดเดี่ยว แต่ตอนนี้มนุษย์กลับโดดเดี่ยวมากขึ้น
ต่อให้เรากินข้าวด้วยกัน เราก็จ้องโทรศัพท์ เรารู้สึกตัดขาดจากผู้คนรอบข้าง จากธรรมชาติ จากเสียงรอบตัว
คุณเอ๋เชื่อว่าบางทีเราไปนั่งในสวนลุม เรากลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารอบ ๆ มีตัวอะไรบ้าง
เราอยู่ในโลกที่ทุกคน Disconnect กัน เป็นโลกที่แห้งแล้ง เหงา เปล่าเปลี่ยว ทุกข์ วิตกกังวล เราดูเหมือนอยู่ใกล้กัน แต่จริง ๆ เราไม่ได้เชื่อมโยงกัน
จึงนำไปสู่คำถามว่าเราจะใช้ AI Reconnect มนุษย์ เชื่อมสัมพันธ์กับโลกและสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างไร?
เทคโนโลยีอาจช่วยเราได้ถ้าเราตระหนัก เราจะใช้ AI ให้กลับไป connect ไม่ใช่ disconnect จากสิ่งอื่น ๆ
[2] มนุษย์กับเรื่องเล่าและการอ่าน
ย้อนไปที่สมัยบรรพบุรุษล้อมกองไฟ เวลามนุษย์นั่งรวมกัน เรานั่งเพื่อเล่าเรื่องให้กันฟัง ดังนั้นมื้อเย็นจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก
คุณเอ๋นึกถึงตอนเด็กที่แม้ตอนกลางวัน พ่อแม่จะแยกกันทำงาน ลูกไปเรียน แต่พอกลับบ้านมา ก็ได้ทานข้าวพร้อมหน้ากัน คุณเอ๋ไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนั้นเป็นช่วงเวลาที่พิเศษ แต่พอเวลาผ่านไป คุณเอ๋ถึง Realized ได้ว่ามันคือเวลาที่ได้เรียนรู้ ได้ความรัก เป็นเวลาที่ทุกคนได้ผูกพันกัน
เพราะทุกวันนี้บางทีเราอาจจะอยู่ด้วยกัน เจอเพื่อน แฟน ครอบครัว แต่ไม่ได้เล่าเรื่องสู่กันฟังเลย
มนุษย์ขับเคลื่อนอารยธรรมด้วยเรื่องเล่า มนุษย์ไม่ได้สามารถมี 10 ชีวิต 100 ชีวิตได้ แต่มนุษย์มีความสามารถพิเศษในการรู้ชีวิตคนอื่น ยืมชีวิตคนอื่นมาเป็นชีวิตตนเอง ผ่านเรื่องเล่านั่นเอง
และความสามารถนี้นี่แหละ ที่ทำให้เราสามารถเข้าใจมนุษย์ที่ไม่เหมือนเราได้
คุณเอ๋สังเกตว่า วิธีการบ่มเพาะตัวตนวิธีหนึ่งคือ การอ่านหนังสือ
ทว่าทุกวันนี้ พฤติกรรมการอ่านหนังสือของผู้คนนั้นเปลี่ยนแปลงไป
คุณเอ๋เคยถามในงานว่า มีใครอ่านหนังสือน้อยลงบ้างไหม มีคน 80% บอกว่าอ่านน้อยลง
บางคนบอกว่า ไม่ได้อ่านหนังสือแล้ว บางคนให้ AI สรุปหนังสือด้วยซ้ำ
คุณเอ๋มองว่าการใช้ AI สรุปหนังสือนั้นไม่เหมือนกับการอ่านเอง เพราะเราไม่ได้อ่านความคิดของมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นเหมือนการอ่านสรุปหัวข้อต่างหาก
คุณเอ๋เล่าว่าการอ่านได้เปิดโลกของเขา ทำให้เห็นชีวิตที่ไม่เหมือนตัวเอง ทำให้เห็นชีวิตของคนหลาย ๆ คน และเห็นรูปแบบที่มีความคิดที่แตกต่างไป
แต่ตอนนี้การอ่านของเรา มาจากสิ่งที่อัลกอริทึมกำหนดให้เรา มีเรื่องเล่าที่อยู่ในแวดล้อมของตัวเอง ที่มีแต่เรื่องของเรา แล้วเราอาจจะมองไม่เห็นก็ได้ว่ามันมีความสุขรูปแบบอื่น เช่น ความทุกข์ของผู้คนในสังคม ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม
ถ้าเราสนใจเรื่องอะไร ระบบจะทำให้เราเห็นแต่เรื่องเล่าที่ระบบสร้างมาให้เกิดความเข้มข้นในความเป็นเรา แต่การรับรู้แต่เรื่องที่สร้างความเข้มข้นในตัวเรา จะลดทอนความเป็นมนุษย์ของเราลง และมันจะยิ่งทำให้ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นลดลงเพราะจริง ๆ มนุษย์มีความสามารถในการเข้าใจได้หลากหลายกว่านั้น
ถ้าจะถามถึงการใช้ AI คำถามควรจะเป็น : จะใช้ AI อย่างไร ให้เราไม่คิดถึงแต่เรื่องตัวเอง เพราะยิ่งเราใช้ เราก็จะยิ่งลึกไปในความต้องการของตัวเองเรื่อย ๆ
ความสุขอยู่ในตอนไหนกันแน่?
คุณเอ๋ได้เล่าเรื่องของปิร์รุส กษัตริย์ที่เป็นนักรบ มีบทสนทนากับมือขวาของเขา คือซีเนียส
ปิร์รุสบอกกับซีเนียสว่าจะไปพิชิตโรม ตอนนั้นโรมมีกองทัพยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งมาก
ซีเนียส: “ถ้าเราชนะโรมแล้วจะทำอะไรต่อ”
ปิร์รุส: “จะไปบุกเมืองต่อไปเรื่อย ๆ”
ซีเนียส: “พอเรายึดได้ทั้งหมด จะทำอะไรต่อ”
ปิร์รุส: “ถ้าเรายึดทั้งหมดแล้ว เราจะได้มีเวลามาดื่มด่ำกับความสุขได้”
ซีเนียส: “แล้วทำไมไม่ทำตั้งแต่ตอนนี้?”
ในความเป็นจริงคือเราสามารถมีความสุขได้ทันทีในตอนนี้เลย
เรื่องเล่าที่มีโครงสร้างแบบนี้ มีเกิดขึ้นหลายยุคหลายสมัย
เรามีเทคโนโลยีที่พาไปดวงจันทร์ ไปดาวอังคาร ไปที่ไหนก็ได้ที่อยากจะไป
แต่เราเคยกลับมาถามตัวเองกันไหมว่าเราจะไปเพื่ออะไร?
นอกจากนี้คุณเอ๋ได้เล่าว่าเคยจัดวงเสวนา โดยคุณหาว 2how ที่ได้เข้าร่วมในตอนนั้นบอกว่าเขาไม่ได้ใช้ AI เพื่อ productivity แต่แค่ต้องการมีเวลาไปซักผ้าเท่านั้นเอง
ดังนั้นเราต้องตอบให้ได้ว่าเราจะใช้ AI แค่ไหน และจะเหลือเวลาไปใช้ชีวิตของตัวเองยังไงบ้าง
Hedonic Treadmill
คุณเอ๋นำเสนอกราฟ Hedonic Treadmill ที่แกนตั้ง คือความสุข แกนนอน คือเวลา โดยลักษณะของกราฟจะเป็นเส้นคลื่นวิ่งขึ้นและลงอย่างสม่ำเสมอ
ปกติแล้วเวลามนุษย์คนหนึ่งมีความทุกข์ หลังจากผ่านไปไม่นานสมองมนุษย์จะถูกปรับมาให้ปกติ
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ว่าชีวิตจะดีหรือแย่ เราจะกลับมาอยู่ในระดับที่รู้สึกว่า “เราอยากจะมีความสุข”
กราฟนี้จึงสามารถอธิบายพฤติกรรมของปิร์รุสได้ด้วยนั่นเอง
ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ คือไม่เคยพึงพอใจกับอะไรเลย
มนุษย์เราต่อให้พึงพอใจ ก็ได้ไม่นาน และพอ AI มีศักยภาพสูงมาก เราก็จะรู้สึกว่าเราทำงานเพิ่มได้อีก
เช่น คุณเอ๋ก็เชื่อว่าพอมี AI ถ้าจะเขียนบทความขึ้นมาในเวลาแค่ 1 ชั่วโมง ก็อาจเขียนได้ 3-6 ชิ้น แต่คำถามคือ จะทำไปทำไม และจะทำไปมากมายขนาดนั้นทำไม และถ้าทำไม่ได้ จะเป็นทุกข์ไหมว่าคนอื่นกำลังใช้ AI เยอะกว่าเรา
[3] ใช้ AI อย่างไรให้ไม่เป็นทุกข์และไม่รู้สึกว่าใช้ไม่มากพอ
คุณเอ๋เล่าถึงตอนเรียนมัธยม มีค่ายที่เขาไม่ชอบเลยคือค่ายพุทธศาสนา คุณเอ๋ไม่ชอบระเบียบและพิธีกรรม แต่วันนี้คุณเอ๋เล่าว่าเขามีมุมมองเปลี่ยนไปเกี่ยวกับพิธีกรรม
คุณเอ๋เล่าถึงนักสังคมวิทยา เอมีล ดูร์กายม์ ที่ได้ตั้งคำถามว่าทำไมบางสังคม จึงมีอัตราการปลิดชีวิตตัวเองแตกต่างกันในช่วงเวลานึง
นอกจากนี้ คุณเอ๋ได้ไปสัมภาษณ์จิตแพทย์และคุณหมอที่ดูแลชีวิตเด็กและเยาวชน ข้อมูลออกมาว่าจำนวนผู้ป่วยสุขภาพจิตของไทย มีจำนวนสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้มันสวนทางกับเทคโนโลยีที่เก่งขึ้นมาก เราพัฒนาทางเทคโนโลยี วัตถุ แต่คุณภาพจิตใจกลับดิ่งลง เราเป็นทุกข์ กังวล ไม่พอใจในตัวเอง
เพราะสังคมสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เลยทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นคนไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ เราไม่สามารถยึดโยงตัวเองเข้ากับอะไรได้ และไม่สามารถปักหลักอยู่กับอะไรสักอย่างได้นาน ๆ
เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแทบจะทุกเดือน ทุกวัน หรืออาจจะรายวินาที จนไม่รู้ว่าจะนิยามตัวเองว่าอย่างไร
คุณเอ๋จึงมองย้อนไปตอน ม.ปลาย อีกครั้งว่าอย่างน้อยตอนที่ไม่ชอบเข้าค่าย เขายังนิยามตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเพื่อน ม.4 ด้วยกัน ยังเป็นชาวพุทธคนหนึ่ง
ความหมายแบบนี้มันมีความสำคัญต่อการเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่ไม่สามารถนิยามตัวเอง เราจะรู้สึก “ว่างเปล่า”
ความว่างเปล่านี้เกิดจากการที่เราไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของโลก เราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร หรือเราไม่รู้ว่าใครจะอยู่กับเราไปอีกนาน ๆ หรือไม่
เราจึงเหมือนต้นไม้ที่ไม่มีราก ถูกพัดไปหลากหลายทิศทาง
คุณเอ๋มองว่าความต่อเนื่องของชีวิตอาจนิยามได้ว่าคือรากของคน เช่น ฉันเป็นคนไทย ฉันเป็นสมาชิกของกลุ่ม
ดังนั้นคนจะมีรากได้ต้องเหมือนต้นไม้ มันต้องการเวลา ความผูกพัน เช่น สาเหตุที่เรารู้สึกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันกับที่บ้านของเรา ก็เพราะเรารับรู้ ห่วงใยกัน ให้อภัยกัน
สังคมเองก็เช่นกัน ถ้าไม่มีเรื่องเล่าเดียวกัน ไม่มีความเชื่อร่วมกัน ก็เหมือนสังคมที่ไม่มีใครมีรากหยั่งลึกลงในดิน
ชีวิตที่ไม่มีราก ไม่มีอาหาร ไม่มีความผูกพัน พร้อมหลุดลอยออกมาตลอดเวลา
แต่ในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนที่เร็วขนาดนี้ จะมีอะไรมั่นคงพอให้เราหยั่งรากลงไปได้กันนะ?
สิ่งนั้นคือ สถานที่ ผู้คน พิธีกรรม ความสัมพันธ์ ชุมชน เรื่องเล่า หรือคุณค่า
เพราะมนุษย์ต้องการการหยั่งราก
[4] ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ Speed และ Skip เราจะใช้ AI อย่างไรให้ชีวิตต่อเนื่อง ?
คุณเอ๋ได้แนะนำการใช้ AI ให้ชีวิตต่อเนื่องทั้งหมด 4 ข้อ
1). ใช้เพื่อ Reconnect กับสิ่งอื่น
2). ใช้เพื่อให้สนใจเรื่องนอกตัวเอง
3). หยุดเมื่อพอแล้ว
4). ต่อเนื่องและหยั่งราก
เราจะใช้ AI เพื่อให้เราไม่กระโดดข้ามไปสู่ผลลัพธ์ตลอดเวลา แต่เพื่อใช้เวลาเพื่อหยั่งรากไปกับประสบการณ์นั้น ๆ และผู้คนต่าง ๆ
คุณเอ๋เปรียบเทียบว่าเราทุกวันนี้เหมือนต้นไม้ที่สามารถพุ่งไปดาวอังคารได้ เพราะเทคโนโลยีทำให้เราพุ่งทะยาน แต่คำถามคือ เราไปจะทำไม?
คุณเอ๋เล่าว่าถ้าเขาเป็นต้นไม้ อยากเป็นต้นไม้ที่แผ่รากกว้างขวาง และมีชีวิตอยู่รอบตัวมัน เป็นต้นไม้ที่รู้สึกชีวิตมีคุณค่าและความหมาย
บางสถานที่ไปได้ด้วยเทคโนโลยี แต่บางสถานที่ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์เท่านั้น นั่นคือการหยั่งรากนั่นเอง
เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งอื่น ๆ และคนอื่น ๆ ยิ่งเราโดดเดี่ยว เราก็จะยิ่งโหยหา
ดังนั้นคำถามสุดท้ายที่คุณเอ๋อยากฝากไว้ก็คือ เราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร ให้ชีวิตนี้มีความหมาย และรุ่มรวยที่สุด








