เมื่อเราอาจอยู่บนโลกนี้นานกว่าเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า … จะเตรียมตัวยังไงดี?
Table of Contents
ทำไม 60 ไม่ใช่เส้นชัย
ไม่มีการเกษียณที่อายุ 60 ปีอีกต่อไปแล้ว การคำนวนเลขเกษียณ 60 ปีเกิดจากการคำนวนว่ามนุษย์มีชีวิตถึงอายุ 70 ปี แต่ปัจจุบันตัวเลขเปลี่ยนไปแล้ว อายุเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 79 ปี และผู้หญิงอยู่ที่ 83 ปี เพราะปัจจุบันมนุษย์เรียนหนังสือ 20 ปี ทำงาน 40 ปี อยู่หลังเกษียณ 10 – 15 ปี แล้วจึงค่อยหมดอายุขัย
ดังนั้นถ้าเกษียณ 60 ปี แล้วเสียชีวิตที่ 80 ปี ก็ต้องเก็บเงินเผื่อหลังจากนั้นถึง 20 ปี
และถ้าเราอยู่บริษัทเอกชนที่อาจเกษียณตอนอายุ 55 ปี เวลาหลังจากนั้นก็จะยิ่งยาวนานไปอีก
ภายใน 10 ปีนี้ เรากำลังจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด
ทว่าประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา คนไทยแก่เร็วมาก ไทยใช้เวลาเพิ่มสัดส่วนผู้สูงอายุเป็น 2 เท่าเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์อีก
ดังนั้นหากเราต้องอยู่ยาว เงินจะยังพอไหม?
อีกปัญหาคืองานก็ถูกแย่ง…
World Economic Forum ระบุว่างานจะหายไป 92 ล้านตำแหน่ง ทักษะที่ใช้ทุกวันนี้จะหายไป 39% และมีอีก 8.7 ล้านงานในไทย ที่จะหายไปเพราะ AI
โค้ชหนุ่มเล่าให้ฟังว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โค้ชหนุ่มได้รับอีเมลเรื่องตกงานมาเยอะมาก โดยส่วนมากเป็นกลุ่มงาน แอดมิน กราฟิก
อายุงานของเราสั้นลงเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่เตรียมตัว เราจะเหลือเวลา 30 ปี ที่เราต้องใช้ชีวิตในโลกที่ไม่ต้องการทักษะที่เรามีอีกแล้ว
การเก็บเงินแบบเดิม ๆ ก็จะใช้ไม่ได้อีกแล้ว ศัตรูตัวแรกคือเงินเฟ้อ ในวันที่เราเกษียณแล้วมี 10 ล้าน ผ่านไป 30 ปี เงินของเราถือว่าหายไปเกินครึ่งแล้ว
เงินก้อนที่เรามี ต้องลงทุนให้เป็น ดูแลต่อให้ได้ คนที่ลงทุนไม่เป็น จัดการเงินไม่ได้ จะอยู่ยาก
กฏ 4 %
นิยามใหม่ของอิสรภาพทางการเงิน
สองเสาหลักของคนเกษียณยุคใหม่
อะไรที่ทำให้มนุษย์ต่างจาก AI?
AI ช่วยคิดไอเดียได้ แต่ความลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน ความ Empathy ความเข้าใจในมนุษย์ ยังทำไม่ได้ มีทักษะอีกหลายอย่างที่โค้ชหนุ่มเรียกว่า “ยิ่งแก่ ยิ่งแพง”
นั่นคือการเปลี่ยนความเชี่ยวชาญเป็นรายได้ เช่น ที่ปรึกษา โค้ช คอนเทนต์ถ่ายทอดความรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง งานที่ต้องใช้ความไว้ใจ ดูแล เป็นต้น
โค้ชหนุ่มเล่าว่าเกษียณยุคใหม่ ไม่ใช่การเลิกทำงาน แต่เป็นการสร้างรายได้ไว้หลาย ๆ ทาง
โลกวันข้างหน้าจะมีความไม่แน่นอนมากขึ้นอีก เราต้องเป็นผู้กำหนดความแน่นอนในมือ มองอาชีพให้เหมือนพอร์ตการลงทุน มีทั้งงานหลัก งานฟรีแลนซ์ การลงทุน และงาน Passion
อิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายว่าต้องเก็บเงินได้เท่าไหร่ แต่เป็นการกำหนดสถานะของตัวเองได้
ถ้าเรามี Cash Flow ที่เข้ามาได้ในแต่ละเดือน เราจะได้รายได้จากทรัพย์สิน > รายจ่าย
และเมื่อเรามี Cash Flow เข้ามา > รายจ่ายรวม เงินที่มีรวม ๆ ก็จะมากขึ้นจนเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
กลยุทธ์ตะกร้า 3 ใบ
แล้วแนวทางการนำไปใช้ล่ะ?
- แบบแรกคือ Fragile กระแทกอะไรไม่ได้ โดนนิดหน่อยก็จะกระทบทันที
- แบบที่สองคือ Robust โดนกระแทกแล้วอึดทน
- กลุ่มที่สามคือ Anti-Fragile โดนกระแทกแล้วแกร่งขึ้น เราต้องเป็นแบบนั้นให้ได้
สิ่งที่ทำได้เลยใน 24 ชั่วโมงนี้
- ข้อที่ 1: กลับไปเช็กภาระหนี้ – หนี้ที่คุณมี เป็นหนี้ที่สร้างชีวิตหรือขัดขวางชีวิต การมีหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพง ๆ จะทำให้เราเก็บเงินยาก
- ข้อที่ 2: เงินสำรองพอกี่เดือน? – เพื่อจะได้รู้ว่า “กันชน” ของเราหนาแค่ไหน
- ข้อที่ 3: ทักษะอะไรที่ “ขายได้” ในวันนี้ – เพื่อจะรู้ว่าอาวุธในมือของของเราคืออะไร ไม่ต้องเก่งที่สุดก็ได้ ขอแค่เก่งกว่าคนอื่นหน่อยก็พอ
และซนให้มาก ๆ ถ้าอยากลองทำ ให้เรียนรู้เลย ไม่มีคำว่าเสียเวลาฟรี
โค้ชหนุ่มฝากไว้ว่า อยากให้ทุกคนที่ฟังเซสชันนี้จบหยิบกระดาษมาตอบ 3 ข้อนี้ภายในวันพรุ่งนี้ ใครที่อ่านจบแล้วอย่าลืมเอาไปปรับใช้ต่อกันนะ
ถ้าใครในวันนี้เริ่มมีทุนแล้ว อยากให้ไปโฟกัสต่อเรื่องการเคลียร์หนี้ เริ่มศึกษาการลงทุน และเริ่มต่อยอด สร้าง Cash Flow ให้ตัวเอง และสามารถหยิบจับอะไรเป็นเงินเป็นทองให้ได้
ต่อให้อายุเยอะแล้วก็ไม่ต้องกลัว เรียนรู้ได้ ใช้ประสบการณ์ที่มีเป็นอาวุธ สอนสิ่งที่ตัวเองรู้ ขายตัวเองให้เก่ง และสร้าง Cash Flow
แบ่ง Phase ชีวิตบ้าง พักผ่อนบ้าง ไม่ต้องรอให้อายุถึง 60 แล้วค่อยไปเที่ยว
อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเลขในบัญชี แต่คือความอุ่นใจ ไม่กลัวต่อโลกที่เปลี่ยนไป เราก็ยังสามารถที่จะดูแลตัวเองได้อยู่เสมอ








