สายการตลาดหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมคน Search แบรนด์ของเราใน Google หรือ Search Engine แล้ว แต่กลับหาเว็บไซต์ของเราไม่เจอ แย่หน่อยก็ไปเสิร์ชแล้วเจอแบรนด์ของคู่แข่งด้วยซ้ำ!

ปัญหานี้เกิดจากการที่เว็บไซต์แบรนด์ของเราไม่ติด SEO หรือ Search Engine Optimization นั่นเอง ซึ่งการทำ SEO ที่ถูกต้อง จะทำให้ลูกค้าเสิร์ชเจอเว็บของเราใน Search Engine ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ฟังดูเยี่ยมไปเลย! งั้น SEO คืออะไรกันนะ?

SEO (Search Engine Optimization) คือการทำให้เว็บไซต์และคอนเทนต์ของเราถูกค้นเจอ และมีโอกาสขึ้นอันดับดี ๆ บน Search Engine เช่น Google โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณานั่นเอง

ยกตัวอย่าง เช่น เวลาที่เราเสิร์ชหาอะไรสักอย่างด้วยคีย์เวิร์ด “ร้านก๋วยเตี๋ยว บางนา” เว็บไซต์ที่ขึ้นมาเจ้าแรก ๆ โดยไม่ได้จ่ายค่า Ads ให้ Search Engine นั้น ๆ ก็คือเว็บไซต์ที่มี SEO และปัจจัยด้านการค้นหาโดยรวมที่ทำได้ดีจน Search Engine เลือกนำมาแสดงในอันดับต้น ๆ นั่นเอง

เว็บแรก ๆ ที่ขึ้นมา ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นเว็บที่ติดอันดับต้น ๆ ของ SEO

เพราะงั้นแล้วถ้าเราอยากให้ Search Engine นำเว็บของเราไปแสดงเป็นผลลัพธ์ของการเสิร์ช ก็ต้องทำ Website ให้ SEO อยู่ในเกณฑ์ดีนั่นเอง

แล้ว AEO คืออะไร?

เกริ่นก่อนว่าทุกวันนี้ ถ้าเราเข้าไปที่ Google หรือ Search Engine อื่น ๆ ตอนนี้จะมีฟังก์ชัน AI สรุปคำถามของเราจากหลาย ๆ เว็บให้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้ ไม่ต้องไปไล่เปิดหาข้อมูลเองทีละเว็บ ด้วยการดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ที่มีคำตอบของคำถามนั้น ๆ แล้วใช้ AI สรุปคำตอบออกมา

หน้าตาของ AI Overview จาก Google ที่ใช้ AI ช่วยหาคำตอบแล้วสรุปให้เรา

AEO หรือ Answer Engine Optimization จึงคือการทำให้คอนเทนต์ของเรามีโอกาสถูก AI นำไปใช้เป็นคำตอบนั่นเอง

Content ที่ตอบคำถามของลูกค้าได้ตรงประเด็น มีข้อมูลชัดเจน และจัดโครงสร้างให้เข้าใจง่าย ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ Content ของเราถูกนำไปใช้เป็นคำตอบได้

แล้ว GEO คืออะไร?

ทุกวันนี้คนไม่ได้ Search หาข้อมูลจากแค่ใน Search Engine อย่าง Google หรือ Bing อีกต่อไปแล้ว แต่ยังมีการใช้ Generative AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini เพื่อค้นหา เปรียบเทียบ และขอคำแนะนำด้วย

หน้าตาของคำตอบที่ได้จากการถาม AI

ดังนั้น GEO หรือ Generative Engine Optimization จึงเป็นแนวคิดในการทำให้แบรนด์และคอนเทนต์ของเรามีโอกาสถูกค้นพบ ทำความเข้าใจ อ้างอิง หรือกล่าวถึงโดย Generative AI นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น เราเปิด ChatGPT แล้วถามว่า “แนะนำคอร์ส Data Analytics ในไทยสำหรับคนทำงานที่ไม่มีพื้นฐานหน่อย”

แทนที่ AI จะให้รายชื่อเว็บไซต์มาให้เราเลือกเหมือน Search Engine แบบเดิม AI สามารถนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาประกอบกัน แล้วสร้างคำตอบ พร้อมแนะนำแบรนด์หรือบริการที่เกี่ยวข้องให้เราได้

แล้ว SEO, AEO และ GEO ต่างกันยังไง?

ถ้าจะให้จำง่าย ๆ ก็คือ

SEO = การทำให้คน Search แล้วเจอเรา

AEO = การทำให้ Content ของเราเป็นคำตอบ

GEO = การทำให้ AI รู้จักและมีโอกาสพูดถึงเรา

แต่ทั้ง 3 อย่างนี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน เพราะพื้นฐานหลายอย่างยังเชื่อมโยงกันอยู่ ตั้งแต่การทำ Content ที่มีคุณภาพ การเข้าใจว่าลูกค้ากำลังค้นหาอะไร ไปจนถึงการทำให้ข้อมูลของแบรนด์ชัดเจนและน่าเชื่อถือ

ถ้าอยากเรียนรู้วิธีการทำให้เว็บไซต์ของเราติด SEO และเพิ่มโอกาสให้ AI แนะนำแบรนด์และเว็บไซต์ของเรา ทั้งใน AI Overview และ Generative AI แอดมินขอแนะนำหลักสูตรนี้เลย!

Generative AI for Marketing Transformation

เวิร์กชอปเรียนสด 4 วันเต็ม ! อัปเดตเนื้อหาใหม่ สอนเทคนิคใช้ AI ในงาน Marketing แบบครบลูป ตั้งแต่วางแผน เขียนคอนเทนต์ให้ติด SEO และ AI Search วิเคราะห์ข้อมูลสรุป Insight ไปจนถึงทำ AI Agent / Automation ให้พร้อมใช้กับงานคุณจริงทันที

สมัครเลยที่ลิงก์นี้!

More in:AI

Comments are closed.