หลายองค์กรทุ่มงบมหาศาลเพื่อเอา AI มาแก้โจทย์ยาก ๆ แต่สุดท้ายกลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน จะดีกว่าไหมถ้าเราลองมาเริ่มจากการโฟกัส “กล้ามเนื้อมัดใหญ่” และเอา AI มาใช้ให้เกิด Impact กับองค์กรได้มากกว่าเดิม

บทความนี้คือ ทางลัดที่จะเปลี่ยนวิธีทำงานของคนทั้งองค์กรให้ก้าวกระโดดด้วย AI Skooldio จะพาทุกคนไปดูตัวอย่าง Use Cases การใช้ AI ในแต่ละแผนก แต่ละสายงานขององค์กร เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการงานถึกซ้ำซาก เพิ่ม Productivity และคืนเวลาให้ทีมได้จัดการงานที่สำคัญกว่า 

ใช้ AI ตรงจุด = สร้าง Impact ได้มากขึ้น

จาก บทสัมภาษณ์ ของดร.ต้า – วิโรจน์ จิรพัฒนกุล  VP of AI ที่ LINE MAN Wongnai | Co-founder และ President ที่ Skooldio Group ในรายการ LEADERS’ WISDOM

ดร.ต้า ได้พูดถึงเรื่องความคุ้มค่าของการนำเอา AI มาใช้ในองค์กรให้เกิด High Impact โดยอ้างอิงจากคำพูดของคุณยอด ชินสุภัคกุล CEO LINE MAN Wongnai ว่า 

“ในการเอา AI เข้ามา Transform ให้หากล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อน แล้วเราจะประหยัดเวลาทั้งทีมได้อย่างมหาศาล” 

กล้ามเนื้อมัดใหญ่ = งานประเภทที่ต้องทำซ้ำ ใช้เวลา ใช้แรงงานจำนวนมาก มีคนจำนวนมากทำงานคล้ายกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้าง Impact ให้กับองค์กรได้อย่างมหาศาล

สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริหารหรือองค์กรมักจะนำเอา AI ไปใช้แก้โจทย์ยากที่สุดขององค์กรก่อน ซึ่งมันใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ และมักมองข้ามกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่เป็นงานถึก หรือ งานซ้ำซาก ที่ถ้าเราใช้ AI  เข้ามาจัดการตรงกล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อน ก็จะช่วยให้องค์กรเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าการแก้โจทย์ยากเพียงโจทย์เดียว

หากองค์กรของคุณเคยลองเอา AI ไปปรับใช้แล้วเกิดข้อสรุปว่า “มันไม่เวิร์ก” อาจลองมองย้อนกลับไปและสังเกตดูว่าโจทย์ที่เราตั้งไว้นั้น มันคือโจทย์แบบไหนกันแน่? 

แต่ละแผนก แต่ละสายงาน ใช้ AI ทำอะไรได้บ้าง?

ลองนึกภาพตามดูว่า หากแต่ละคนในองค์กรสามารถใช้ AI จัดการกับงานได้ถูกจุดและประหยัดเวลาให้ทุกคนได้คนละ 2 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าแผนกนั้นมีคน 50 ก็จะสามารถช่วยประหยัดเวลาได้ถึง 100 ชั่วโมงต่อวันเลย! 

เวลาที่พนักงานจะได้คืนมาจากการใช้ AI จัดการงานถึก งานซ้ำซาก นั้นมีค่ามาก นอกจากจะช่วยเซฟพลังงานของพนักงานแล้ว ยังช่วยให้พวกเขามีเวลาไปโฟกัสกับงานอื่น ๆ ที่สำคัญและสร้าง Impact กับองค์กรได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย 

ซึ่งในแต่ละแผนก แต่ละสายงาน ก็มีงานที่ต้องทำซ้ำ ใช้แรง ใช้เวลาเยอะ แตกต่างกันออกไป วันนี้ Skooldio เลยอยากมายกตัวอย่าง Tasks ที่ AI สามารถเข้ามาช่วยได้ในแต่ละสายงาน เพื่อให้ผู้นำองค์กร หรือ HR เห็นแนวทาง เห็นภาพ Use Cases จริง ของการใช้ AI ในแต่ละแผนก และเป็นไอเดียให้คนทำงานนำไปปรับใช้เพื่อช่วยเพิ่ม Productivity และประหยัดเวลาในการทำงานได้มากขึ้น

ตัวอย่างการใช้ AI ในงาน HR 

ช่วยเขียน Job Description ดึงดูดคนเก่ง

ชาว HR เคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้ไหม? ต้นสังกัด หรือ Hiring Manager มักส่ง JD ที่ไม่ชัดเจน หรือใช้เอกสารเก่า หรือเอกสารที่คัดลอกมาจากตำแหน่ง อื่น ทำให้ทีม recruits ต้องใช้เวลามากในการไล่ถามข้อมูลเพิ่ม

ผู้สมัครก็เกิดความเข้าใจผิดเมื่อเข้ามาทำงานจริง เพราะ JD ส่วนใหญ่ เน้นแค่ “หน้าที่ประจำวัน” แต่ ขาด “Purpose และ Outcome ที่ต้องสร้างจริง”

หรือหลายครั้งที่ก็ใส่คุณสมบัติแบบ Superman Wishlist ที่รวมทุกอย่างจนคนเก่ง ๆ ไม่กล้าสมัคร ไม่ขาย Growth Path กับ Purpose ทำให้องค์กรดึงดูด Talent รุ่นใหม่ ๆ ที่มองหาคุณค่าของงานไม่ได้

ถ้าเจอกับปัญหาเหล่านี้ลองใช้ AI มาเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยเขียน Job Description ให้คมขึ้น ชัดขึ้น ไม่คลุมเครือดู! เราสามารถตั้งต้นด้วยเฟรมเวิร์กในการเขียน JD ที่ดี หรือ Winning JD มาเป็นรากฐานให้กับ AI ได้ เพื่อวิเคราะห์และช่วยสร้าง JD เวอร์ชันที่ดีที่สุด พร้อมใช้งานออกมา

ออกแบบกิจกรรม Engagement ให้พนักงาน 

เมื่อกิจกรรมสานสัมพันธ์…กลายเป็นแค่งานจัดอีเวนต์ 

HR มักเผลอโฟกัสผิดจุดไปที่การบริหารจัดการแบบ “Event Management” ที่เน้นแค่ความสนุก อาหารอร่อย หรือสถานที่สวยงาม และวัดความสำเร็จเพียงแค่จำนวนคนที่เข้าร่วม กิจกรรมกลายเป็นความสนุกแบบบังคับ ที่พนักงานต้องมาเช็กชื่อตามหน้าที่ แต่ใจไม่ได้มาด้วย ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระและ “เสียเวลาทำงาน” มากกว่าจะอยากมา และตอบสนองต่อ WHY ที่แท้จริง 

จบงานแล้วได้เพียงแค่ความบันเทิงชั่วคราว แต่ไม่สามารถสร้าง “Business Impact” ได้จริง กลับมาทำงานวันจันทร์กำแพงระหว่างแผนกก็ยังอยู่ และความไว้ใจก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะกิจกรรมไม่ได้ตอบโจทย์ธุรกิจ

ขาดการออกแบบ “Experience Design” ที่คำนึงถึงจิตวิทยาที่จะทำให้พนักงานรู้สึก “อยากมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง” สุดท้ายงบประมาณถูกใช้ไปกับการละลายพฤติกรรม แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงใจของพนักงานได้

เพื่อแก้ pain point เหล่านี้ AI สามารถเป็นตัวช่วยเราในการออกแบบกิจกรรม Engagement ให้พนักงานอย่างเป็นระบบได้ โดยเราจะผสานทั้ง Business Objective และ Psychology เข้าด้วยกัน เพื่อให้ AI ออกแบบกิจกรรมได้ดีที่สุด และเราสามารถใช้ AI ในการคิดข้อความเชิญชวนพนักงานมาเข้าร่วมกิจกรรมต่อได้ด้วย

ตัวอย่างการใช้ AI ในงาน Sales 

ทำความเข้าใจลูกค้าก่อนขาย

สำหรับคนที่เป็น Sales สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนจะโทร หรือ ประชุมกับลูกค้า คือการที่เราต้องเข้าใจลูกค้าก่อน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าทำธุรกิจอะไร? มีความต้องการอะไร? ซึ่งการทำความเข้าใจลูกค้า คือ เส้นแบ่งระหว่าง sales มืออาชีพ กับ  sales มือใหม่เลยก็ว่าได้ 

แต่ในการทำงานจริง Sales ก็อาจเจอกับภาระงานต่าง ๆ ที่ทำให้เวลาในการทำความเข้าใจลูกค้าก่อนขายมีอยู่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานเอกสาร หรือ งานที่ไม่ใช่การขายโดยตรง 

พอเรามีเวลาจำกัด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Sales หลายคนอาจตั้งคำถามแบบผิวเผิน พึ่งพาประสบการณ์เก่า สรุปความต้องการของลูกค้าเอาเอง ทำให้เสี่ยงต่อการพลาดปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าไปได้

นี่เลยเป็นจุดที่ AI สามารถเข้ามาเป็นผู้ช่วย Sales ในการทำ “Customer Research” เพื่อให้เราเข้าใจลูกค้า ไปจนถึงการช่วยคิด Punchline คำขายที่พูดแล้วน่าจะโดนใจลูกค้าในแต่ละ persona, stakeholder ได้มากขึ้น ช่วยเตรียมตัวให้เราพร้อมขายได้มากที่สุด 

วิเคราะห์จุดแข็งคู่แข่งเพื่อสร้างข้อเสนอที่แตกต่าง

รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง! แต่หลายครั้งในการทำ Competitor Analysis ก็เป็นงานถึกที่ต้องใช้เวลาเยอะ ต้องหาข้อมูลจากหลายแหล่งมาประมวลผล 

พอเราได้ข้อมูลมา ข้อมูลที่มีเยอะก็เป็นความท้าทายต่อไปที่ Sales อาจไม่รู้ว่าจะสรุปหรือวิเคราะห์ยังไงให้พร้อมใช้ในการขาย หรือไม่แน่ใจว่าจะสื่อสารจุดเด่นของโปรดักต์เรายังไงดีให้แตกต่างจากข้อเสนอของคู่แข่ง

ซึ่ง AI สามารถมาช่วยในการทำ  “Competitor Analysis” ได้ เพื่อให้เรารับมือกับคู่แข่งได้อย่างถูกต้อง พร้อมช่วยแนะนำแนวทางในการสื่อสารกับลูกค้าให้กับทีม Sales ได้ด้วย

 ตัวอย่างการใช้ AI ในงานสาย Research 

สร้าง Research Questions เพื่อกำหนดขอบเขตการหาข้อมูลที่ตรงจุด 

เวลาที่เริ่มทำ Research เรามักเริ่มจากความสงสัย ความอยากรู้ที่แบบกว้าง ๆ หรือ เพราะได้รับโจทย์ทางธุรกิจบางอย่างมา ไม่ว่าจะเป็นทำยังไงให้เราเพิ่มยอดขายสินค้าได้ หรือจะเพิ่มฟีเจอร์อะไรดี? 

ซึ่งมันอาจจะเป็นคำถามที่กว้าง ที่เราเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มค้นหายังไงดีให้ถูกจุด และนี่คือสิ่งที่ AI มาช่วยเราได้ AI จะสามารถมาเป็นผู้ช่วยเรา ให้เราสามารถตั้งคำถาม หรือ สมมุติฐานที่สามารถทดสอบได้จริง เฉพาะเจาะจงมากพอ และเอามาต่อยอดเป็นการตัดสินใจ หรือกลยุทธ์ทางธุรกิจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

โดยหนึ่งใน Tips คือการใช้ AI ในการช่วยกระตุ้นความคิด ทำให้เราเห็นมุมมองใหม่ ๆ แล้วให้เราเป็นคนกำหนดหรือเลือกเอง ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา แล้วเราจะเลือกค้นหาข้อมูลประเด็นไหน

เปลี่ยนข้อสรุปวิจัยให้เป็น Executive Message 

หลังจากเราหาข้อมูลมาอย่างดี วิเคราะห์มาอย่างตั้งใจ แต่ถ้าเราไม่สามารถสื่อสารต่อกับทีม สื่อสารกับผู้บริหารให้เข้าใจได้ มันก็อาจจะไม่ได้เกิด action อะไรต่อ 

แล้วทำยังไงให้เราสื่อสารได้ชัดเจน น่าสนใจ น่าดึงดูด? เราสามารถใช้ AI ในการทำ Executive Summary ได้ โดยสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงคือ ในการ prompt ให้ AI เราควรใช้ prompt ที่ละเอียดมากพอ และให้รายละเอียดกับ AI เกี่ยวกับผู้อ่านให้ได้มากที่สุด โดย AI ก็สามารถช่วยปรับ Executive Summary ให้เหมาะกับคนฟังแต่ละกลุ่มได้ด้วย

จากนี้ถ้าเราจะเอาผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Research ไปทำ Executive Summary ก็จะไม่ใช่งานหินอีกต่อไป เมื่อใช้ AI เป็น 

ตัวอย่างการใช้ AI ในงานสาย Graphic Designer 

แก้ไขและปรับแต่งเฉพาะจุดในรูปภาพ

บางทีเราอยากจะแก้ไขแค่บางอย่างในภาพให้ตรงตามโจทย์การใช้งาน หรือ สมบูรณ์มากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจจะต้องเข้า Photoshop และแม้จะมีจุดที่อยากแก้ไขนิดเดียวแต่ก็อาจจะใช้เวลาในการแก้ไขนานกว่าที่คิด 

พอมี AI เข้ามา เราสามารถใช้มันทุ่นแรงได้มาก เราสามารถสั่ง AI ในการช่วยปรับแต่งแก้ไขภาพได้อย่างง่ายดายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไข เพิ่ม ลบวัตถุ หรือ เปลี่ยนเสื้อผ้า ได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น เรียกได้ว่าทำได้ในไม่กี่นาทีเท่านั้น

สร้างภาพ Stock Photo จากไอเดียในหัว

ชาว Graphic Designer เคยเป็นไหม? เวลาทำงานหรือได้รับบรีฟมาแล้วเราไปหารูปใน stock photo ไม่เจอ

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจจะต้องแก้ปัญหาโดยการถ่ายเอง ตัดต่อเอง ซึ่งในตอนนี้ที่เรามี AI เราสามารถใช้มันในการช่วยสร้าง Stock Photo ที่ตรงใจจากไอเดียในหัวของเราได้อย่างง่ายดายด้วยการ prompt 

ตัวอย่างการใช้ AI เพิ่ม Productivity 

เตรียมการประชุม 

มาดู task ที่น่าจะปรับใช้ได้กับคนทำงานในทุกแผนก เพราะไม่ว่าจะอยู่แผนกไหนก็เลี่ยงไม่ได้กับการเข้าประชุม ซึ่งประชุมจะออกมาดีได้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการ “เตรียมการประชุม” ถ้าเราเตรียมตัวไปดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง! 

จากเดิมที่เราต้องเตรียมการประชุมเอง เราอาจต้องใช้เวลานานในการเขียน agenda แต่ละครั้ง เราอาจตกหล่นรายละเอียดไป ใส่ไม่ครบ เขียนได้ไม่ชัดเจน ซึ่งสิ่งที่เกิดตามมาคือการประชุมนั้นก็จะไม่เป็นระบบทุกคนก็เข้าใจไม่ตรงกัน 

เพื่อมาแก้ปัญหานี้เราสามารถใช้ AI มาช่วยในการเตรียมการประชุมได้ โดยเราจะให้ AI ช่วยเขียน agenda

โดยในการ prompt เราก็จะเอา prompt ไปจับกับเฟรมเวิร์กที่ใช้สำหรับเตรียมการประชุมโดยเฉพาะเพื่อให้คำตอบที่ได้จาก AI ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด

สรุปคลิปเสียงการประชุม

อีกหนึ่งงานถึกที่ AI เข้ามาช่วยได้คือการช่วยสรุปการประชุม จากสารพัดปัญหาไม่ว่าจะเป็นคลิปเสียงประชุมยาวต้องฟังวนซ้ำไปหลายรอบ หรือมีการจดโน้ตตามในประชุมแล้ว แต่ตกหล่นรายละเอียดบางอย่างที่สำคัญไป หรือทีมที่ไม่ได้เข้าประชุมเอง จะมานั่งย้อนฟังคลิปเสียงทั้งหมดก็อาจเสียเวลา 

ซึ่ง AI สามารถมาช่วยในการสรุปคลิปเสียงการประชุมได้ ซึ่งเราจะ prompt สั่ง AI แบบง่าย ๆ ก็ได้ แต่เพื่อให้คำตอบที่ออกมามีคุณภาพและครบถ้วนตามที่ต้องการที่สุด เราก็สามารถใส่เฟรมเวิร์กหรือไกด์ไลน์ลงไปใน prompt เพื่อให้คำตอบจาก AI ออกมาตรงตามที่เราต้องการได้


ซึ่ง Use Cases ในแต่ละสายงานที่ยกตัวอย่างมาด้านบนนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากกว่า 100+ Use Cases ที่พนักงานจะได้เรียนรู้ใน AI Shortcut คอร์สออนไลน์ที่เรียนได้ “ทั้งองค์กร” Learning Solution ใหม่ล่าสุดจาก Skooldio

การที่พนักงานเข้าใจและใช้ AI ได้อย่างถูกจุด จะสามารถช่วยเพิ่ม Productivity ประหยัดเวลา และ ประหยัดแรงในการทำงานได้อย่างมหาศาล องค์กรก็จะได้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ด้วย

แนวทางอัปสกิล AI ให้พนักงาน

เมื่อคนเป็นปัจจัยสำคัญในการทำ AI Transformation สิ่งที่องค์กรควรทำ และ เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือการช่วยเพิ่มพูนความรู้และติดอาวุธให้พนักงานมีความพร้อมด้าน AI ซึ่ง หนึ่งในแนวทางที่ GALLUP แนะนำ ก็คือการทำ Role-specific training หรือ การจัดอบรมที่เจาะไปตามงานที่แต่ละทีมทำกันจริง ๆ

เพราะมันจะช่วยให้พนักงานเห็นภาพ Use cases การใช้ AI ในงานของพวกเขาได้อย่างชัดเจน และสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้ตรงจุด

ยิ่งใช้บ่อย ยิ่งเห็นผล เมื่อพนักงานเจอแนวทางการใช้งานที่ชัดเจน ก็จะใช้ AI อย่างต่อเนื่อง สามารถดึงศักยภาพของ AI ออกมาได้อย่างเต็มที่ ได้เห็นผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ทำให้พนักงานมีความมั่นใจในการใช้ AI มากขึ้นด้วย

ครบจบในที่เดียว คอร์ส AI สำหรับองค์กร รวมกว่า 100+ Use cases ในหลายสายงาน 

AI Shortcut เก็บครบทักษะจำเป็น สำหรับพนักงานทุกระดับ | Skooldio

AI Shortcut” ทางลัดสู่ real AI Adoption คอร์สออนไลน์สำหรับองค์กร ที่ออกแบบมาจากประสบการณ์ของ Skooldio ที่ได้เข้าไปคลุกคลีกับหลากหลายองค์กรเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาด้าน AI 

จาก Pain point ที่เราเห็นซ้ำในหลายองค์กร Skooldio จึงพัฒนา AI Shortcut ขึ้นเพื่อเป็น Solution ที่ตอบโจทย์การอัปสกิลในระดับองค์กร 

เพราะเรา “เข้าใจ” ปัญหาที่พนักงานแต่ละแผนกต้องเผชิญ เราจึงอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการจบปัญหาที่น่าปวดหัวเหล่านั้น

ไม่ต้องหัวบวมกับการเรียนทฤษฏีมากมาย แต่สุดท้ายไม่รู้จะเอาไปใช้จริงยังไง 

AI Shortcut ออกแบบมาเพื่อให้พนักงานทุกคนในแต่ละองค์กรเข้าถึงได้ ตั้งแต่พนักงานระดับ entry level ไปจนถึงผู้บริหาร เราออกแบบ AI Shortcut แบบ Task-based เล่าผ่าน Use cases การทำงานจริง ว่าเราสามารถนำ AI เข้ามาช่วยงานเหล่านั้นได้ยังไงบ้าง 

กว่า 100+ Use cases ในหลายสายงาน ถูกออกแบบมาเป็นบทเรียนแบบ ‘bite size’ ใช้เวลาเรียนไม่นาน เนื้อหาสั้น กระชับ step-by-step จบปัญหาพนักงานดองคอร์ส เรียนจบเอาไปใช้กับงานตัวเองได้ทันที 

ผลลัพธ์ขององค์กรที่ใช้ AI Shortcut จริง | AI Shortcut Skooldio

เราให้ความสำคัญกับการคัดเลือกผู้สอนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ทำงานในด้านนั้น ๆ จริงๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้ซึมซับแนวคิดของ Top Performer ในสายงานนั้นไปในตัว

World-Class Curated Instructors | AI Shortcut Skooldio

หากคุณกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่จะมาช่วยขับเคลื่อน AI Adoption ในองค์กรของคุณ Skooldio ยินดีให้คำปรึกษา ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AI Shortcut  หรือทดลองใช้งาน AI Shortcut ได้ฟรี! 7 วัน ลงทะเบียนรับ Free Trial สำหรับองค์กร ได้เลย 

AI Shortcut Skooldio

More in:AI

Comments are closed.