ย้อนกลับไป 5 ปีที่แล้ว การที่เราจะมานั่งทำสไลด์เองสักสไลด์ หรือไล่ตอบอีเมลลูกค้าหลายสิบคน ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ต้องใช้เวลาเยอะจนเกือบหมดวันทั้งสิ้น แต่ด้วยการมาของ AI จึงทำให้งานเหล่านี้สามารถเสร็จได้ไวขึ้น เร็วขึ้น และง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ฟังดูเหมือนจะดี แต่หลายคนเองก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า ถ้า AI ทำได้ขนาดนี้ อนาคตบริษัทคงไม่ต้องการเราแล้ว

แถมช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีกระแสการ Lay-off คนมากมายจากการใช้ AI มาแทนที่คน ยิ่งทำให้คนทำงานรู้สึกกลัวมากขึ้น ถ้าเราไม่ปรับตัวให้เก่งกว่า หรือทำในสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ได้ทุกเมื่อ ดังนั้นถ้าจะบอกว่าลำพังแค่มีความสามารถในการลงมือทำงาน ก็อาจไม่พอแล้วในยุคนี้ คงไม่เกินจริงเท่าไหร่นัก

แต่ไม่ต้องห่วง! วันนี้เราจะมาขอแนะนำ 6 Skills ที่มีแล้ว จะทำให้เราเป็นคนทำงานเก่งในปี 2027 ยากต่อการถูก AI มาแทนที่ และเป็นคนที่บริษัทต้องการตัว มาดูกันเลย!

6 Skills ที่คนทำงานต้องมีใน 2027 มีอะไรบ้าง?

Critical Thinking

Critical Thinking คือทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล ไม่รีบเชื่อหรือสรุปจากข้อมูลที่ได้รับทันที แต่รู้จักตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล มองหาหลักฐาน และพิจารณาหลาย ๆ มุมก่อนตัดสินใจว่าควรเชื่อหรือทำอะไรต่อ

ในการทำงาน แน่นอนว่าถ้าเราถามคำถาม AI ไป ไม่ว่าคำถามนั้นจะยากแค่ไหน AI ก็สามารถให้คำตอบได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราเหนือกว่าคนอื่น และเป็นที่ต้องการของบริษัทมากขึ้น คือการที่เราสามารถเลือกและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ว่าข้อมูลไหนจาก AI ที่ควรเชื่อ และข้อมูลไหนที่ไม่ควรเชื่อ หรือเชื่อครึ่งนึงแล้วเอามาคิดต่อเอง

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราถาม AI “ว่าควรเพิ่มยอดขายยังไงดี?” AI อาจจะบอกเราว่า “ควรลดราคาสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย”

  • ถ้าเราขาด Critical Thinking เราอาจเริ่มทำการลดราคาสินค้าและทำตามคำแนะนำของ AI ทันที และการเลือกลดราคาตามคำตอบของ AI โดยขาด Critical Thinking ก็สามารถนำมาสู่ปัญหาอื่น ๆ ต่อไปได้ เช่น แบรนด์เสียภาพลักษณ์ หรือบริษัทขาดทุน เป็นต้น
  • แต่ถ้าเรามี Critical Thinking เราจะมีหลักคิดที่ค่อย ๆ เป็นขั้นเป็นตอน และมีหลักการชัดเจน เช่น ถ้าเราจะลดราคา เราก็จะมาดูก่อนว่ายอดขายลดลงเพราะราคาจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว ปัญหาอาจเกิดจากตัว Product เอง, การ Distribution หรือ ปัญหาที่ Brand Awareness แทนหรือเปล่า? ทำให้เราสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องที่ต้นเหตุ และทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด เพราะผ่านการคิดมาแล้วนั่นเอง

ดังนั้นการมี Critical Thinking จึงเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ทำให้เรายังเป็นที่ต้องการใน 2027 เพราะต่อให้ AI จะหาคำตอบได้เก่งแค่ไหน สุดท้ายคนที่องค์กรต้องการก็ยังเป็นคนที่รู้ว่าคำตอบไหนควรเชื่อ และควรตัดสินใจอย่างไรอยู่ดี

Strategic Decision-Making

เมื่อเรามี Critical Thinking และสามารถแยกแยะได้แล้วว่าข้อมูลไหนควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ ทักษะต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ Strategic Decision-Making หรือทักษะการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

Strategic Decision-Making คือทักษะการตัดสินใจโดยไม่ได้มองแค่ว่าตัวเลือกไหนดูดีที่สุดในตอนนี้ แต่เป็นการนำข้อมูล เป้าหมาย ข้อจำกัด ความเสี่ยง รวมถึงผลกระทบที่จะตามมา มาพิจารณาร่วมกันก่อนเลือกทางที่เหมาะสมที่สุด

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าบริษัทกำลังตัดสินใจว่า “ควรเปิดตัวสินค้าใหม่ตอนนี้เลย หรือรออีก 6 เดือน?” เราสามารถถาม AI ให้ช่วยวิเคราะห์ได้ และ AI อาจบอกเราว่าเปิดตัวตอนนี้จะได้ First-Mover Advantage ขณะที่การรออีก 6 เดือนจะทำให้มีเวลาเตรียมสินค้าและทำ Research เพิ่มขึ้น

  • ถ้าเราขาด Strategic Decision-Making เราอาจเลือกตัวเลือกที่ดูดีที่สุดจากคำตอบของ AI ทันที เช่น เห็นว่าเปิดก่อนคู่แข่งแล้วดูได้เปรียบ ก็รีบ Launch โดยไม่ได้พิจารณาว่าทีมพร้อมหรือยัง มี Budget เพียงพอหรือไม่ Product พร้อมจริงแค่ไหน หรือถ้า Launch แล้วไม่เป็นไปตามแผน บริษัทสามารถรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน
  • แต่ถ้าเรามี Strategic Decision-Making เราจะนำข้อมูลจาก AI มาช่วยประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เราจะค่อย ๆ ประเมินว่าทางเลือกแต่ละแบบตอบโจทย์เป้าหมายของบริษัทแค่ไหน มีข้อดีข้อเสียอะไร มีความเสี่ยงตรงไหน และผลที่จะตามมาในระยะสั้นกับระยะยาวแตกต่างกันอย่างไร ก่อนเลือกทางที่เหมาะกับบริบทของเราจริง ๆ

ดังนั้นต่อให้ AI จะสามารถช่วยวิเคราะห์ทางเลือกได้เก่งขึ้นแค่ไหน ทักษะการตัดสินใจก็ยังเป็นสิ่งที่คนทำงานต้องมี โดยเฉพาะเมื่อเราเติบโตขึ้นและเริ่มรับผิดชอบเรื่องที่ใหญ่ขึ้น เพราะบริษัทไม่ได้ต้องการแค่คนที่มีข้อมูล แต่ต้องการคนที่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาตัดสินใจและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วย

Complex Problem Solving

และก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเลือก Solution ไหน อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากคือ เราต้องรู้ก่อนว่า เรากำลังแก้ปัญหาที่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า

นี่คือสิ่งที่ทักษะ Complex Problem Solving จะเข้ามาช่วยเราได้

Complex Problem Solving คือทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งไม่ได้มีคำตอบตรง ๆ หรือมีวิธีแก้เพียงวิธีเดียว โดยเราต้องเริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหา แยกแยะสาเหตุ มองหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คิดทางเลือก และค่อยเลือกวิธีแก้ที่เหมาะสมที่สุด

AI เก่งมากในการช่วยเรา Brainstorm Solution เพราะแค่โยนปัญหาเข้าไปไม่กี่วินาที เราก็สามารถได้ไอเดียกลับมาเป็นสิบข้อ แต่ปัญหาคือ ถ้าเราตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่แรก ต่อให้ AI ให้ Solution ที่ดีแค่ไหน เราก็อาจกำลังแก้ปัญหาผิดเรื่องอยู่

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้า Social Media ของบริษัทมี Engagement ลดลง เราอาจถาม AI ว่า “ทำยังไงให้ Engagement เพิ่มขึ้น?” แล้ว AI ก็อาจแนะนำให้ทำ Video มากขึ้น โพสต์ถี่ขึ้น เปลี่ยนเวลาโพสต์ หรือทำ Content ที่ชวนคน Comment

  • ถ้าเราขาด Complex Problem Solving เราอาจรีบทำตาม Solution เหล่านั้นทันที เพราะเห็นว่า Engagement ลดลงก็ควรทำให้ Engagement เพิ่มขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว Engagement อาจไม่ได้เป็นปัญหาหลักเลยก็ได้ เพราะเป้าหมายของบริษัทอาจเป็นการสร้าง Lead หรือยอดขาย ซึ่งต่อให้ Engagement เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  • แต่ถ้าเรามี Complex Problem Solving เราจะย้อนกลับไปตั้งคำถามก่อนว่า ทำไม Engagement ถึงเป็นเรื่องสำคัญ? มันกระทบ Business Goal ตรงไหน? ปัญหาจริงคือคนไม่ Engage หรือจริง ๆ แล้ว Content ของเราไม่สามารถพาคนไปสู่ขั้นต่อไปได้? เมื่อเราเจอ Problem ที่แท้จริงแล้ว เราจึงค่อยใช้ AI ช่วยคิด Solution ที่ตรงกับปัญหานั้นอีกที

ดังนั้นในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถถาม AI เพื่อหา Solution ได้ ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใคร “หาคำตอบได้เร็วกว่า” แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถ ตั้งโจทย์ได้ถูกกว่า และรู้ว่าปัญหาที่ควรแก้จริง ๆ คืออะไร

Systems Thinking

และหลายครั้งที่ปัญหาหนึ่งแก้ยาก ก็เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงและส่งผลต่อกันอยู่ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่เราต้องมี Systems Thinking

Systems Thinking คือทักษะการมองปัญหาแบบภาพรวม เพื่อดูว่าส่วนต่าง ๆ ในระบบเชื่อมโยงและส่งผลต่อกันอย่างไร แทนที่จะมองเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแล้วรีบแก้ตรงจุดนั้นทันที

เพราะปัญหาในการทำงานจริงมักไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบ “A ทำให้เกิด B” เสมอไป แต่อาจเป็น A ทำให้เกิด B แล้ว B ไปกระทบ C ก่อนที่ C จะย้อนกลับมาทำให้ A แย่ลงกว่าเดิมอีกที

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราพบว่าทีมส่งงานช้าตลอดแล้วถาม AI ว่าควรแก้ยังไง AI อาจเสนอว่าให้เพิ่มคนในทีม แจกงานใหม่ หรือใช้ Automation มาช่วยลดงานบางส่วน

  • ถ้าเราขาด Systems Thinking เราอาจเห็นว่างานเยอะและส่งไม่ทัน จึงสรุปทันทีว่าคนไม่พอ แล้วเลือกเพิ่มคนเข้าทีม แต่หลังจากเพิ่มคนแล้ว งานก็ยังช้าเหมือนเดิม เพราะปัญหาจริงอาจเกิดจาก Brief ไม่ชัด มีการแก้งานหลายรอบ หรือมีขั้นตอน Approve มากเกินไป
  • แต่ถ้าเรามี Systems Thinking เราจะค่อย ๆ มองว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้งานช้า และแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันอย่างไร เช่น Brief ไม่ชัด ทำให้ทีมเข้าใจไม่ตรงกัน จึงต้องแก้งาน และงานอื่นก็เริ่มค้าง ทีมจึงต้องเร่งงาน ทำให้คุณภาพลดลง เมื่อเห็นภาพแบบนี้ เราก็จะรู้ว่าการเพิ่มคนอาจไม่ได้แก้ต้นเหตุ แต่สิ่งที่ควรแก้อาจเป็น Process การ Brief และ Approve ตั้งแต่ต้นมากกว่า

ดังนั้น Systems Thinking จึงช่วยให้เราไม่ได้แค่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สามารถมองเห็นว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร และควรเข้าไปแก้ตรงไหนเพื่อไม่ให้มันวนกลับมาเกิดซ้ำอีก

และยิ่งเราโตขึ้นในสายงาน ปัญหาที่ต้องรับผิดชอบก็ยิ่งมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายทีมมากขึ้น การมองเห็นภาพรวมจึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่ AI สามารถช่วยวิเคราะห์ได้ แต่ยังต้องอาศัยคนที่เข้าใจบริบทจริงในการเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน

Storytelling

ต่อให้เราคิดแผนมาดีแค่ไหน แก้ปัญหาได้ถูกจุด หรือตัดสินใจได้ดีแค่ไหน ถ้าเราไม่สามารถทำให้คนอื่นเข้าใจสิ่งที่เราคิดได้ สิ่งเหล่านั้นก็อาจไม่ได้ถูกนำไปใช้จริงเลย

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Storytelling ยังเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของคนทำงานในยุค AI

Storytelling คือทักษะการนำข้อมูล ไอเดีย หรือเรื่องที่ซับซ้อน มาเรียบเรียงให้คนฟังเข้าใจง่าย เห็นว่าเรื่องนั้นสำคัญกับเขาอย่างไร และรู้ว่าควรทำอะไรต่อ

ทุกวันนี้ AI สามารถช่วย Research ข้อมูล เขียน Report ทำกราฟ หรือแม้แต่สร้าง Presentation ให้เราได้แล้ว แต่การมีข้อมูลครบหรือมี Slide สวย ก็ไม่ได้หมายความว่าคนฟังจะเข้าใจหรือเห็นด้วยกับเราเสมอไป

ยกตัวอย่าง เช่น เราต้องเข้าไปเสนอ Project ใหม่กับผู้บริหาร เราอาจใช้ AI ช่วยทำ Presentation ออกมาได้ 30 หน้า แต่…

  • ถ้าเราขาด Storytelling เราอาจพยายามใส่ข้อมูลทุกอย่างที่มีลงไป เพราะคิดว่ายิ่งข้อมูลเยอะก็ยิ่งดูน่าเชื่อถือ แต่สุดท้ายคนฟังอาจจับไม่ได้ว่าอะไรคือประเด็นสำคัญ ปัญหาคืออะไร และเราต้องการให้เขาตัดสินใจเรื่องอะไร
  • แต่ถ้าเรามี Storytelling เราจะคิดจากมุมของผู้ฟังก่อนว่า เขาอยากรู้อะไร อะไรคือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ แล้วค่อยเลือกข้อมูลมาเรียงเป็นเรื่อง เช่น เริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้น → ผลกระทบต่อธุรกิจ → สิ่งที่เราพบ → Solution ที่เสนอ → และสิ่งที่อยากให้ผู้บริหารตัดสินใจ ทำให้คนฟังตามเรื่องได้ง่ายและเข้าใจว่าต้องทำอะไรต่อหลังจากได้รับข้อมูลเหล่านี้ไปแล้ว

ดังนั้น Storytelling จึงเป็นทักษะที่สามารถทำให้ผู้ฟังเข้าใจ เชื่อ และเห็นคุณค่าของสิ่งที่นำเสนอ ซึ่งเป็นความสามารถที่ AI ยังทำได้ไม่ดีเท่าคนนั่นเอง

Negotiation & Influence

และถึงแม้เราจะสามารถสื่อสารไอเดียจนอีกฝ่ายเข้าใจได้แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเห็นด้วยกับเราทุกครั้ง เพราะในการทำงาน แต่ละคนต่างก็มีเป้าหมาย ความต้องการ และข้อจำกัดของตัวเอง

นี่แหละคือจุดที่การ Negotiation & Influence จะสามารถเข้ามาพิชิตคนได้

Negotiation & Influence คือทักษะการเจรจาและสร้างอิทธิพล เพื่อหาทางออกที่ทั้งเราและอีกฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้ ไม่ใช่การพูดให้เก่งจนอีกฝ่ายยอมเรา แต่คือการเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร เราต้องการอะไร และจะหาจุดร่วมที่ทำให้ทุกฝ่ายเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร

จริง ๆ แล้วเราใช้ทักษะนี้ในการทำงานแทบทุกวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขอ Budget ต่อรอง Deadline คุย Scope งาน ขอ Resource จากทีมอื่น เสนอ Project กับหัวหน้า หรือแม้แต่การคุยกับลูกค้าเรื่องราคา

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราต้องการขอ Budget เพิ่มสำหรับทำ Campaign ใหม่ เราอาจใช้ AI ช่วยเตรียม Argument ให้ได้ว่า Campaign นี้จะช่วยเพิ่มยอดขายหรือ Awareness ได้อย่างไร

  • ถ้าเราขาด Negotiation & Influence เราอาจเข้าไปพูดแต่เหตุผลของตัวเองว่า “Campaign นี้สำคัญ ทีมจำเป็นต้องได้ Budget เพิ่ม” แต่ไม่ได้คิดเลยว่า Manager อาจกำลังถูกกด Cost อยู่ หรือเขาอาจยังไม่มั่นใจว่า Campaign นี้จะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้จริงหรือไม่ ต่อให้เรามีเหตุผลที่ดี เขาก็อาจยังตอบว่า “ไม่ได้”
  • แต่ถ้าเรามี Negotiation & Influence เราจะพยายามเข้าใจข้อจำกัดของอีกฝ่ายก่อน เช่น ถ้า Manager กังวลเรื่อง ROI เราอาจเสนอให้เริ่มจาก Budget ก้อนเล็กเพื่อทดลองก่อน หรือแบ่ง Campaign เป็น Phase แล้วค่อยเพิ่ม Budget เมื่อเห็นผล ซึ่งช่วยให้เราไม่ได้แค่พยายาม “เอาชนะ” การเจรจา แต่หาทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่าย

ดังนั้น Negotiation & Influence จึงเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนจากการมีไอเดียที่ดี ไปสู่การทำให้ไอเดียนั้นเกิดขึ้นจริง

อยากอัปสกิลทั้งหมดนี้ต้องทำอย่างไร?

Skooldio ได้จัด Online Course Package พิเศษ คัดเน้น ๆ 6 Skills จำเป็นใน 2027 มาให้แล้ว อัปสกิลรวดเดียว ให้คุณกลายเป็นคนทำงานที่บริษัทต้องการตัว

เก่ง 6 Skills นี้ได้เลยใน 2 วัน!

  • Effective Storytelling
  • Complex Problem Solving
  • Negotiation and Influence
  • Strategic Decision-Making
  • Systems Thinking
  • Critical Thinking

ลดพิเศษ 50% จาก 9,940 เหลือ 4,990 เท่านั้น! จำนวนจำกัด!

แพ็คเกจคอร์สออนไลน์ใหม่จาก Skooldio สำหรับคนทำงานที่อยาก ยกระดับวิธีคิด วิธีทำงาน และสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น

  • เรียนครบได้อัปสกิล ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในการทำงาน
  • คิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ พร้อมใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • พร้อมรับมือกับโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น และความรับผิดชอบที่มากขึ้น
  • พร้อมเติบโตและก้าวไปสู่โอกาสที่ใหญ่ขึ้นในเส้นทางอาชีพ

เพราะการเติบโตในโลกการทำงานวันนี้ ไม่ใช่แค่ทำงานเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่ AI ทำแทนไม่ได้

พิเศษ! โปรเปิดตัว ลด 50% เหลือเพียง 4,990.- จากปกติ 9,940.- / คอร์ส
ใช้โค้ด BHP_EB50 อย่าลืมกรอกโค้ดก่อนชำระเงิน จำกัดเพียง 50 สิทธิ์แรกเท่านั้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกเลยที่นี่!

More in:Business

Comments are closed.